28.2 C
Bangkok
Thursday, February 2, 2023
https://www.millenniumauto.co.th/
https://www.nissan.co.th/vehicles/all-models.html
Banner__Benz 900x192px_1
Banner Mitsubishi
ford900x192px_1
OK_HONDA_BRV_900X192px_2
VS Online Banner
Bridgestone_900X192_2
Honda
https://www.millenniumauto.co.th/
https://www.nissan.co.th/vehicles/all-models.html
previous arrow
next arrow

BMW-MINI-BMW Motorrad เผยรถไฮไลท์ในงาน Motor Expo 2022

เฉลิมฉลองการครบรอบ 50 ปีของบีเอ็มดับเบิลยู M ด้วยการเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู M4 Competition M xDrive Coupé ‘50 Jahre M Edition’ รุ่นพิเศษสุด ผสมผสานวิศวกรรมชั้นสูง การขับขี่เหนือชั้น และตำนานมอเตอร์สปอร์ตไว้ด้วยกัน มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน M xDrive ในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 เป็นครั้งแรก โดยมีจำหน่ายในประเทศไทยในจำนวนจำกัดเพียง 5 คันเท่านั้น

ภายนอกบีเอ็มดับเบิลยู M4 Competition M xDrive Coupé โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่ทรงพลังสไตล์สปอร์ตหรูหรา โลโก้ครบรอบ 50 ปี บีเอ็มดับเบิลยู M ถูกติดไว้เหนือกระจังหน้าทรงไตคู่ บ่งบอกถึงความหลงใหลในการแข่งรถและประวัติศาสตร์ของบีเอ็มดับเบิลยู M สะกดทุกสายตาด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่แนวตั้งขนาดใหญ่ตัดกับซี่แนวนอนที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู M สอดรับกับซุ้มล้อที่ออกแบบมาอย่างทรงพลัง พร้อมช่องระบายอากาศด้านข้างสไตล์ M กาบข้างที่เชื่อมระหว่างกระโปรงหน้าและท้ายรถ เสริมการตกแต่งสปอร์ตโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นด้วยชุดแต่ง M Carbon ซึ่งประกอบไปด้วยหลังคาคาร์บอนไฟเบอร์เสริมประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ ฝาครอบกระจก กาบข้าง และสปอยเลอร์หลังพร้อมท่อไอเสียแบบคู่ ส่วนไฟหน้า Adaptive LED พร้อมระบบ BMW Laserlight มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

ห้องโดยสารสะท้อนให้เห็นถึงการออกแบบอย่างไร้ที่ติตามหลักสรีรศาสตร์ ให้ผู้ขับขี่สามารถโฟกัสกับการขับขี่ได้อย่างเต็มที่ โลโก้ฉลองครบรอบ 50 ปี บีเอ็มดับเบิลยู M ยังถูกติดไว้บริเวณฝาปิดที่วางแก้ว พนักพิงศีรษะที่นั่ง และบริเวณประตู ฟังก์ชันต่าง ๆ เช่น เข็มขัดนิรภัยดีไซน์ M พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบ M ระบบอุ่นเบาะสำหรับคนขับและผู้โดยสารเบาะหน้า เบาะนั่งตอนหน้าปรับไฟฟ้าพร้อมระบบจำตำแหน่งเฉพาะฝั่งคนขับ ช่วยเพิ่มความสปอร์ตและความสะดวกสบายให้กับภายในห้องโดยสาร

ขุมพลังที่เป็นหัวใจหลักของบีเอ็มดับเบิลยู M4 Competition M xDrive Coupé ‘50 Jahre M Edition’ ผสานพลังจากเครื่องยนต์เบนซินรอบสูงอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์ในตระกูล M เข้ากับสมรรถนะจากเทคโนโลยี M TwinPower Turbo ขนาด 3.0 ลิตร 6 สูบแถวเรียง มอบแรงบิดเต็มสูบสูงถึง 650 นิวตันเมตร ที่ 2,750 – 5,500 รอบต่อนาที ส่งพละกำลังเร้าใจที่ 375 กิโลวัตต์/510 แรงม้า ที่ 6,250 รอบต่อนาที พร้อมพุ่งทะยานจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในชั่วพริบตาที่ 3.5 วินาที มอบความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำงานควบคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ M Steptronic Sport พร้อม Drivelogic ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่เกิดการสูญเสียกำลัง ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมผ่านคันเกียร์ M หรือแป้นเปลี่ยนเกียร์บริเวณพวงมาลัย

นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู M4 Competition M xDrive Coupé ยังได้รับการติดตั้งระบบ M Drive Professional เพื่อเสริมสัมผัสที่เร้าใจยิ่งขึ้นขณะขับขี่ในสนามแข่ง โดยมาพร้อมกับช่วงล่าง Adaptive M ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกได้อย่างอิสระระหว่างรูปแบบการขับขี่แบบสะดวกสบายหรือสไตล์สปอร์ตอันเร้าใจ ทั้งยังมาพร้อมระบบเฟืองท้าย Active M และล้ออัลลอย M Forged ลาย Double-spoke แบบสลับสี ขนาด 19/20 นิ้้ว

บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Sport ใหม่ ราคา 2,699,000 บาท  (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard คุ้มครองการบำรุงรักษาระยะเวลา 3 ปีหรือ 60,000 กม.)

บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport ใหม่ ราคา 2,949,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard คุ้มครองการบำรุงรักษาระยะเวลา 3 ปีหรือ 60,000 กม.)

บีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive ใหม่ ราคา 4,099,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard คุ้มครองการบำรุงรักษาระยะเวลา 3 ปีหรือ 60,000 กม.)

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เปิดตัวยนตรกรรมสปอร์ตซีดานยอดนิยมกับบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 ใหม่ ที่มาพร้อมกับการปรับปรุงดีไซน์และเทคโนโลยีใหม่ทั้งภายในและภายนอก ด้วยการออกแบบสไตล์สปอร์ตหรูหราและเน้นการควบคุมที่คล่องตัว บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 ใหม่ ได้สร้างมาตรฐานใหม่ล่าสุดให้กับความเพลิดเพลินในการขับขี่ในกลุ่มรถยนต์ระดับพรีเมียมขนาดกลาง

การปรับปรุงเฉพาะจุดบริเวณกันชนหน้าและกันชนหลังชูความโฉบเฉี่ยวแบบสปอร์ตให้โดดเด่นกว่าที่เคย ไฟหน้าและกระจังหน้าทรงไตคู่แบบใหม่ส่งให้ตัวรถสะดุดตายิ่งขึ้น ไฟหน้า Adaptive LED ถูกออกแบบให้เรียวลง ส่วนไฟส่องสว่างตอนกลางวันถูกออกแบบใหม่ในรูปทรงตัว L กลับหัว มอบรูปลักษณ์ภายนอกที่กลมกลืนและล้ำสมัยกว่าเดิม ภายนอกของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 ใหม่ ตกแต่งภายนอกด้วยวัสดุสีเงาดำ นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport และบีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive ยังมาพร้อมกับโคมไฟหน้าตกแต่งสีดำอีกด้วย

การออกแบบห้องโดยสารเน้นความทันสมัยและระบบดิจิทัลเป็นหัวใจสำคัญ โดยลดปุ่มสั่งงานต่าง ๆ เพื่อรองรับการควบคุมแบบสัมผัสและการสั่งงานด้วยเสียง หน้าจอแสดงข้อมูลขนาด 12.3 นิ้วหลังพวงมาลัยและหน้าจอควบคุมขนาด 14.9 นิ้ว ถูกผสานรวมกันเป็นจอแสดงผลดิจิทัลแบบโค้ง BMW Curved Display เพื่อสร้างการนำเสนอแบบดิจิทัลที่ให้ความคมชัดสูง ซอฟต์แวร์ที่มากับจอยังได้รับการอัปเกรดเป็นระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 8 ทั้งสามรุ่นย่อยมาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ แบบ Sport Steptronic และแป้นเปลี่ยนเกียร์บนพวงมาลัย รวมไปถึงคันเกียร์แบบใหม่ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 ใหม่ มีมาให้เลือกใน 3 ขุมกำลัง ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Sport มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลทรงพลังเปี่ยมประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี TwinPower Turbo ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 400 นิวตันเมตร ที่ 1,750 – 2,500 รอบต่อนาที ให้อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 6.9 วินาที ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินปลั๊กอินไฮบริดและเทคโนโลยี TwinPower Turbo ให้กำลังรวมสูงสุด 292 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุดที 420 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 5.8 วินาที และบีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบแถวเรียงพร้อมเทคโนโลยี M TwinPower Turbo ให้กำลังสูงสุด 387 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,900 – 5,000 รอบต่อนาที สามารถพุ่งทะยานจากจุดหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 4.4 วินาที บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Sport บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport และบีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive ยังให้ความเร็วสูงสุดที่ 235, 230, และ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตามลำดับ

ระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC) และระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรค (ABS) ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานเพื่อช่วยควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 ใหม่ ยังมีระบบช่วยเสริมแรงเบรกอัตโนมัติ เซนเซอร์ควบคุมความปลอดภัยเมื่อเกิดการชน ระบบป้องกันการกระแทกจากด้านข้าง และระบบเตือนสถานะของยางอีกด้วย ส่วนระบบสร้างเสียงจำลองเตือนผู้ใช้ถนนรอบข้างมีมาในเฉพาะบีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport นอกจากนี้ ผู้ขับขี่และผู้โดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 ใหม่ ยังสามารถใช้ประโยชน์จากบริการด้านดิจิทัลผ่านหน้าจอ BMW Live Cockpit Professional โดยสามารถตั้งค่าการแสดงผลต่าง ๆ ได้ตามความต้องการ หรือเลือกช่องทางในการเชื่อมต่อสื่อสารและควบคุมได้ตามความถนัด ทั้งผ่านจอ Control Display ระบบสัมผัส ระบบการสั่งงานด้วยเสียง ระบบเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัดผ่านบริการ BMW ConnectedDrive และระบบเครื่องเสียงรอบทิศทาง Harman Kardon ในรุ่น 330e M Sport และ M340i xDrive เสริมความพึงพอใจและความสะดวกสบายในห้องโดยสารยิ่งขึ้น

บีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport (First Edition) ราคา 7,599,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard นาน 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง)

บีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport ราคา 7,849,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard นาน 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง)

บีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport Gran Lusso ราคา 8,599,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard นาน 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

บีเอ็มดับเบิลยู i7 ใหม่ มาในสามรุ่นย่อย ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport (First Edition),

บีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport และบีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport Gran Lusso มอบสุดยอดประสบการณ์การขับขี่ ความสะดวกสบายในการเดินทางระยะไกล และเทคโนโลยีดิจิทัลล้ำสมัย ภายนอกตกแต่งด้วยวัสดุสีดําเงาและสปอยเลอร์หลังดีไซน์ M ตอกย้ำถึงคุณภาพระดับพรีเมียม ไฟหน้า Adaptive LED ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานพร้อมระบบปรับองศาเมื่อเข้าโค้ง ชุดไฟหน้าคริสตัลสวารอฟสกี้ ‘Iconic Glow’ ประกอบด้วยไฟ LED จำนวน 22 ดวง ที่ส่องสว่างผ่านคริสตัลจากด้านหลัง และกระจังหน้าเรืองแสงเป็นประกาย มอบความงดงามตระการตาอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์รุ่นนี้

บีเอ็มดับเบิลยู i7 ใหม่ มาพร้อมขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าสองตัว พละกำลังรวม 400 กิโลวัตต์/544 แรงม้า มอบอัตราเร่งอันทรงพลังด้วยแรงบิดสูงสุด 745 นิวตันเมตร ผสานกับเกียร์อัตโนมัติและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อไฟฟ้า BMW xDrive และเทคโนโลยี BMW eDrive เจเนอเรชั่นที่ 5 ซึ่งได้มอบการขับขี่อันน่าประทับใจไปแล้วในบีเอ็มดับเบิลยู iX มาพร้อมแบตเตอรี่แรงดันสูงที่ 105.7 กิโลวัตต์ชั่วโมง แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนผสานกับประสิทธิภาพของระบบขับเคลื่อนส่งผลให้อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าอยู่ที่ 19.6-18.4 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/100 กิโลเมตร มอบระยะทางขับเคลื่อนตามมาตรฐาน WLTP สูงสุดที่ 625 กิโลเมตร โดยสามารถโลดแล่นจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 4.7 วินาที และมอบความเร็วสูงสุดที่ 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

บีเอ็มดับเบิลยู i7 ใหม่ มาพร้อมระบบช่วยการขับขี่รุ่น Professional ระบบควบคุุมความเร็วอัตโนมัติ และฟังก์ชัน Stop & Go ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ระบบปรับองศาของล้อหลังเพื่อการเข้าโค้งหรือเลี้ยว (Integral Active Steering) ทำให้การบังคับทิศทางง่ายยิ่งขึ้นขณะเข้าโค้งหรือจอดรถ ในขณะที่ระบบควบคุมช่วงล่าง Executive Drive Pro ที่ติดตั้งมาเป็นพิเศษในบีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport Gran Lusso มอบประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายไร้ข้อจำกัด ช่วยให้การขับขี่คล่องตัวในทุกสถานการณ์

i7 ยังอัดแน่นด้วยระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ ไม่ว่าจะเป็นเซนเซอร์ควบคุมระบบความปลอดภัยเมื่อเกิดการชน (Crash Sensor) ระบบป้องกันการกระแทกจากด้านข้าง (Side Impact Protection) ระบบสร้างเสียงจำลองเตือนผู้ใช้ถนนรอบข้าง ระบบปกป้องคนเดินถนนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ และระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC) นอกจากนี้ยังมีระบบ Anti-lock braking system (ABS) ป้องกันไม่ให้ล้อล็อกหรือหยุดหมุนขณะเบรกและ Brake Assist ยังช่วยเสริมแรงเบรกอัตโนมัติ บีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport Gran Lusso มาพร้อมกับล้ออัลลอย M aerodynamic ขนาด 21 นิ้ว ตกแต่งสี Titanium Bronze ขัดเงาลายสามมิติ ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport (First Edition) และบีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport มาพร้อมล้ออัลลอย M น้ำหนักเบา ขนาด 21 นิ้ว แบบสลับสี

ระบบ ‘My Modes’ รุ่นใหม่และระบบปฏิบัติการ BMW iDrive รุ่นล่าสุด ช่วยให้ผู้ขับขี่ปรับโหมดการขับขี่และบรรยากาศภายในรถได้ดังใจ ทั้งยังครบครันด้วยอุปกรณ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น จอแสดงผลดิจิทัลแบบโค้ง BMW Curved Display, แถบ BMW Interaction Bar, ระบบผู้ช่วย BMW Intelligent Personal Assistant ที่พัฒนาขึ้นอีกขั้น, หน้าจอ BMW Head-up Display และฟังก์ชัน Augmented View ที่ติดตั้งมาเป็นครั้งแรกบนจอแสดงข้อมูลหลังพวงมาลัย นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู i7 ยังมาพร้อมระบบจำลองเสียงเครื่องยนต์ BMW IconicSounds Electric ทำให้ผู้โดยสารสัมผัสกับเสียงการเดินรถอันเป็นเอกลักษณ์จาก Hans Zimmer ซึ่งได้รับการออกแบบให้เป็นเอกลักษณ์สำหรับทุกโหมดการขับขี่ ทั้งสามรุ่นยังมาพร้อมวัสดุบุหลังคา M Alcantara ส่วนภายในตัวรถตกแต่งด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ถักด้วยวัสดุสีเงินแบบ M คอนโซลกลางสีดำเงาแบบ Piano Finish Black ระบบ BMW Live Cockpit Professional มอบความสะดวกสบายและแสดงข้อมูลรถยนต์โดยไม่รบกวนสมาธิระหว่างขับขี่บนท้องถนน

ระบบ BMW ConnectedDrive รวบรวมบริการดิจิทัลที่เชื่อมต่อรถยนต์กับโลกภายนอกได้อย่างชาญฉลาด หลังคากระจกพาโนรามา ‘Sky Lounge’ ที่ออกแบบขึ้นมาใหม่ยังให้ความรู้สึกโอ่อ่า กว้างขวางและสะดวกสบาย เมื่อก้าวเข้าไปยังห้องโดยสารด้านหลังของบีเอ็มดับเบิลยู i7 ใหม่ ผู้โดยสารจะได้พบกับระบบบันเทิงเหนือระดับ โดดเด่นด้วย BMW Theatre Screen หน้าจอแบบพาโนรามาขนาด 31.3 นิ้ว มาในรูปแบบ 32:9 และความละเอียดระดับ 8K ที่ทอดยาวลงมาจากหลังคา และแปลงโฉมเบาะที่นั่งตอนหลังให้เป็นโรงภาพยนตร์เคลื่อนที่ส่วนตัวสุดพิเศษ

นอกจากนี้ ภายในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู i7 ใหม่ ยังมาพร้อมระบบเสียงรอบทิศทางคุณภาพสูง Bowers & Wilkins Diamond ที่มอบสุนทรียศาสตร์แห่งเสียงคุณภาพระดับสตูดิโอ ด้วยลำโพงที่ติดตั้งมาในตัวรถรวมทั้งหมดกว่า 39 ตัว ให้ประสิทธิภาพเสียงกว่า 1,965 วัตต์ พร้อมมอบประสบการณ์อย่างตราตรึงไม่ว่าจะนั่งอยู่ตำแหน่งใดภายในรถยนต์

บีเอ็มดับเบิลยู 750e xDrive M Sport ใหม่ (รุ่นประกอบในประเทศ) ราคา 6,899,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม แพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard คุ้มครองการบำรุงรักษาระยะเวลา 3 ปีหรือ 60,000 กม.)

เปิดรับจองผ่านช่องทางออนไลน์ shop.bmw.co.th ได้ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นไป

บีเอ็มดับเบิลยูพร้อมกำหนดนิยามใหม่รถยนต์ในเซกเมนต์พรีเมียม ด้วยมาตรฐานใหม่ของการขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า ความยั่งยืน และระบบดิจิทัล รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 750e xDrive M Sport ใหม่ ปลั๊กอินไฮบริดสุดหรู รุ่นประกอบในประเทศ สร้างอีกย่างก้าวสำคัญของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 อันเลื่องชื่อ ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นซึ่งถูกสร้างสรรค์มาเพื่อมอบที่สุดแห่งความเพลิดเพลินในการขับขี่ ความสะดวกสบายของการขับขี่ทางไกล และประสบการณ์ดิจิทัลที่ล้ำสมัย

บีเอ็มดับเบิลยู 750e xDrive M Sport ใหม่ มาพร้อมไฟหน้า Adaptive LED พร้อมระบบปรับองศาเมื่อเข้าโค้ง ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน กระจังหน้าและชุดไฟหน้าคริสตัลสวารอฟสกี้ ‘Iconic Glow’ หรูหรา มอบเอฟเฟกต์ไฟระยิบระยับสวยงาม ด้านบนเป็นไฟรูปตัว ‘L’ ที่มาพร้อมรูปทรงเรขาคณิตแบบกระจกเป็นครั้งแรก เสริมให้ไฟท้ายดูโดดเด่นยิ่งขึ้น มาพร้อมล้ออัลลอย M aerodynamic ขนาด 20 นิ้ว แบบสลับสี ภายนอกตกแต่งด้วยวัสดุสีดําเงาและสปอยเลอร์หลังดีไซน์ M พร้อมชุดตกแต่ง M Sport ตอกย้ำถึงคุณภาพระดับพรีเมียม ระบบปลดล็อกประตูอัจฉริยะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปิดประตูรถและสตาร์ทเครื่องยนต์ได้โดยไม่ต้องสัมผัสกุญแจ นอกจากนี้ ระบบช่วยผ่อนแรงกระแทกขณะปิดประตูยังช่วยให้สามารถปิดประตูได้โดยอัตโนมัติอย่างนุ่มนวลและเงียบเชียบ

บีเอ็มดับเบิลยู 750e xDrive M Sport ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ BMW TwinPower Turbo ให้กำลังสูงสุด 230 กิโลวัตต์/ 313 แรงม้า/ 5,000 – 6,500 รอบต่อนาที ส่งแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร/ 1,750 – 4,700 รอบต่อนาที กิโลวัตต์ชั่วโมง มอเตอร์ไฟฟ้าส่งกำลังสูงสุด 145 กิโลวัตต์ / 197 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร เมื่อทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ จะส่งกำลังรวมสูงสุด 360 กิโลวัตต์/ 489 แรงม้า และให้แรงบิดรวมสูงสุด 700 นิวตันเมตร พร้อมความจุพลังงานแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูงที่ 22.1 โดยมีอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ 20.05 กิโลวัตต์ชั่วโมง/100 กม. และให้ระยะทางการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าสูงสุดที่ 85 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC สร้างความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร่งความเร็วจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายใน 4.8 วินาที

การตกแต่งภายในและอุปกรณ์ต่าง ๆ เสริมความสะดวกสบาย พร้อมสร้างบรรยากาศหรูหรา แถบ BMW Interaction Bar ช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถยนต์ได้ดียิ่งขึ้น ผสานฟังก์ชันควบคุม ชุดไฟส่องสว่างสร้างบรรยากาศในห้องโดยสาร (Ambient Light) ซึ่งสามารถปรับการตกแต่งได้ตามต้องการ เบาะนั่งแบบมัลติฟังก์ชันครบครับทั้งสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสารตอนหน้า และผู้โดยสารตอนหลัง มาพร้อมฟังก์ชันนวดผ่อนคลายสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหลัง รวมถึงเบาะนั่งตอนหลังแบบ Executive Lounge  ระบบระบายอากาศสำหรับเบาะที่นั่ง และระบบปรับอากาศอัตโนมัติ 4 โซน เพิ่มการไหลเวียนอากาศในห้องโดยสาร บีเอ็มดับเบิลยู 750e xDrive M Sport ใหม่ มาพร้อมวัสดุบุหลังคา M Alcantara ส่วนภายในตัวรถตกแต่งด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ถักด้วยวัสดุสีเงินแบบ M คอนโซลกลางสีดำเงาแบบ Piano Finish Black

ระบบจอภาพสำหรับผู้โดยสารตอนหลังประกอบด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 31.3 นิ้ว ความคมชัด 8K พร้อมระบบเสียงรอบทิศทาง Bowers & Wilkins รีโมทควบคุมแบบบสัมผัสติดตั้งอยู่ที่แผงควบคุมบริเวณแผงประตู (BMW Touch Command) พร้อมทั้งม่านบังแสงด้านหลังจะปิดโดยอัตโนมัติเมื่อระบบจอภาพสำหรับผู้โดยสารตอนหลังทำงาน ระบบ BMW Live Cockpit Professional ช่วยคำนวณเส้นทางที่รวดเร็วได้จากข้อมูลสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์

ระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC) และระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรค (ABS) ระบบช่วยเสริมแรงเบรกอัตโนมัติ (Brake Assist) เซ็นเซอร์ควบคุมความปลอดภัยเมื่อเกิดการชน (Crash Sensor) และระบบป้องกันการกระแทกจากด้านข้าง ติดตั้งมาอุปกรณ์มาตรฐาน ระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะ Parking Assistant Professional และระบบช่วยเหลือการขับขี่ Driving Assistant Professional มอบความอุ่นใจตลอดการเดินทางและทุกจุดหมายปลายทาง

บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 ใหม่ ราคา 4,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม แพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard นาน 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง)

บีเอ็มดับเบิลยู iX มาพร้อมเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าใหม่ล่าสุด พร้อมเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติและการเชื่อมต่ออีกมากมาย เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานยิ่งขึ้น มาพร้อมเทคโนโลยี BMW eDrive และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบไฟฟ้าซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสมรรถนะการขับขี่ในระยะยาวไกลยิ่งขึ้นและอัตราเร่งที่ทรงพลังด้วยความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 6.1 วินาที ส่งพละกำลังรวมสูงสุด 240 กิโลวัตต์ / 326 แรงม้า ระบบ BMW eDrive เจเนอเรชั่นที่ห้านี้ยังทำงานพร้อมเทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่ล่าสุด มอบระยะทางขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าตามมาตรฐาน WLTP สูงสุดถึง 425 กิโลเมตร สร้างแรงบิดรวมได้สูงสุดถึง 630 นิวตันเมตร แบตเตอรี่แรงดันสูงในบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 มีความจุพลังงานสุทธิ 76.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับการชาร์จแบบ DC ได้สูงสุด 150 กิโลวัตต์ จึงสามารถชาร์จจาก 0% ถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 46 นาที

เทคโนโลยีแชสซีที่ใช้ในการพัฒนาบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 ประกอบด้วยเพลาหน้าแบบปีกนกคู่ เพลาหลังแบบ five-link ช่วงล่างแบบปรับระดับได้ และระบบพวงมาลัยไฟฟ้าที่ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถขณะขับขี่ (Servotronic) แปรผันตามการหมุนและความเร็ว มาพร้อมระบบช่วงล่างแบบถุงลมที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า ระบบปรับองศาของล้อหลังเพื่อการเข้าโค้งหรือเลี้ยว (Integral Active Steering) และเบรกแบบสปอร์ต ล้อ aerodynamic ขนาด 22 นิ้ว แบบสลับสี ขัดเงาสามมิติ เสริมด้วยยางล้อลดเสียงรบกวนที่มีชั้นโฟมบริเวณพื้นผิวด้านในเพื่อลดการเกิดเสียงได้รับการติดตั้งเป็นมาตรฐาน

อีกหนึ่งเอกลักษณ์ใหม่ที่ไม่ซ้ำใครของบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 คือ ดีไซน์ภายนอกที่มีเส้นสายการออกแบบชัดเจนทรงพลัง แต่ยังคงความเรียบง่ายและบึกบึนสไตล์ SAV รายละเอียดขององค์ประกอบต่าง ๆ สื่อถึงความประณีตและความหรูหราล้ำยุค โดดเด่นสะดุดตาด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่ที่เกือบปิดทึบ สะท้อนถึงนวัตกรรมการผลิตที่ล้ำสมัย ส่วนกล้องและเรดาร์เซนเซอร์ฝังอยู่ภายใต้พื้นผิวของกระจังหน้า โดดเด่นด้วยไฟหน้าและไฟท้ายที่เรียวยาวที่สุดของบีเอ็มดับเบิลยู มือจับประตูที่เปิดด้วยการกดปุ่ม หน้าต่างไร้ขอบ และประตูท้ายสอดประสานกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวตั้งแต่หน้ารถจรดท้ายรถโดยไม่มีช่องว่าง

การออกแบบภายในห้องโดยสารมุ่งนำเสนอแนวคิดของการใช้ชีวิตที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ พื้นที่กว้างขวางและเบาะที่นั่งแบบใหม่พร้อมพนักพิงศีรษะเสริมความหรูหรายิ่งขึ้น คอนโซลกลางมาในดีไซน์เฉียบไม่แพ้เฟอร์นิเจอร์หรู ปุ่มควบคุมระบบสัมผัสและระบบเปลี่ยนเกียร์แบบ rocker switch เติมเต็มความทันสมัยยิ่งขึ้นภายในห้องโดยสาร พร้อมเน้นย้ำถึงการออกแบบห้องโดยสารเพื่อผู้ขับขี่ด้วยจอ BMW Curved Display พวงมาลัยทรงหกเหลี่ยมและจอ Head-Up Display มาพร้อมตัวเลือกอุปกรณ์เสริมคุณภาพเสียงทรงพลังด้วยระบบเสียงรอบทิศทางคุณภาพสูง Harman Kardon Surround Sound System ที่ฝังอยู่ในพนักพิงศีรษะ และระบบเสียงแบบ 4D ที่มีฟังก์ชั่นสั่นตามเสียงเบสในเบาะหน้า

บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 ยังมาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ และนวัตกรรมหลากหลายเหนือกว่ารถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูทุกรุ่น พร้อมเซนเซอร์เจเนอเรชั่นใหม่ ซอฟต์แวร์ใหม่ และแพลตฟอร์มในการประมวลผลที่ทรงพลัง ใช้กล้อง 5 ตัว เรดาร์เซนเซอร์อีก 5 ตัว และอัลตร้าโซนิกเซนเซอร์ 12 ตัวในการตรวจจับสภาพแวดล้อมรอบคัน ระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชั่น Stop & Go รวมถึงอีกสองระบบใหม่ล่าสุด เสริมการทำงานของระบบที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานอย่างระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus (Parking Assistant Plus) ประกอบด้วยกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Surround View Camera) แสดงภาพพื้นที่โดยรอบของรถให้เห็นแบบสามมิติผ่านระบบ Remote 3D พร้อมด้วยระบบ BMW Live Cockpit Professional และ BMW Intelligent Personal Assistant

MINI Strip การออกแบบอย่างยั่งยืนที่มาพร้อมลูกเล่นของพอล สมิธ

มินิ ประเทศไทย นำรถยนต์รุ่นพิเศษ MINI Strip ที่มีเพียงคันเดียวในโลก โดดเด่นด้วยการออกแบบอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นผลงานร่วมกับ พอล สมิธ (Paul Smith) มาให้แฟน ๆ มินิได้ยลโฉมในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2022 ภายใต้แนวคิด ‘เรียบง่าย โปร่งใส ยั่งยืน’ โดยเป็นการออกแบบจากรถมินิ คูเปอร์ เอสอี 3 ประตู ที่ลดจำนวนชิ้นส่วนประกอบ คงไว้เพียงชิ้นส่วนที่สำคัญโดยคำนึงถึงความยั่งยืนเป็นหลัก

การลดชิ้นส่วนประกอบจำนวนมากนำไปสู่การออกแบบที่เรียบง่ายแต่ยังคงหรูหราอย่างมีระดับ สร้างพลังดึงดูดที่แปลกใหม่และไม่เหมือนใคร จากด้านนอกของรถ สามารถมองเห็นส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ไม่มีการทำสีใด ๆ นอกจากการติดแผ่นฟิล์มใสบาง ๆ เพื่อป้องกันการกัดกร่อนเท่านั้น นอกจากนี้ยังทิ้งรอยเจียรจากโรงงานบนตัวถัง เพื่อสื่อถึงความเป็นรถยนต์ที่เน้นย้ำการใช้งานจริงและในฐานะเพื่อนคู่ใจในชีวิตประจำวัน และยังเปลือยให้เห็นถึงตัวน็อตที่ติดอยู่บนชิ้นส่วนเพิ่มเติม สะท้อนคำกล่าวของ พอล สมิธ ถึงคอนเซปต์คาร์คันนี้ว่าเป็น ‘ความไม่สมบูรณ์แบบ ที่สมบูรณ์แบบ’

เมื่อก้าวขึ้นรถ ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารจะได้พบกับเส้นสีใน 5 โทนสีสดใสอันเป็นเอกลักษณ์ของพอล สมิธ และเติมสีสันด้วยฝาหัวชาร์จไฟฟ้าสีเขียวนีออน ขณะที่ลายสลักรูปปลั๊กไฟฟ้าบนฝาครอบจุดชาร์จก็เป็นฝีมือของพอล สมิธเองโครงสร้างตัวถังสีน้ำเงินสดถูกเลือกมาตามความต้องการของ พอล สมิธ ขับให้รถยนต์เตะตายิ่งขึ้น ส่วนการออกแบบแผงควบคุมที่ปกติประกอบด้วยหลากหลายชิ้นส่วน ก็แทนที่ด้วยวัสดุกึ่งโปร่งใสขนาดใหญ่ที่มาพร้อมพื้นผิวแบบกระจกรมควัน สมาร์ทโฟนของผู้ขับขี่ถูกวางตำแหน่งไว้ตรงกลางแทนหน้าจอควบคุม ภายในตัวรถยังปราศจากชิ้นส่วนที่ทำจากหนังสัตว์และโครเมียม โดยใช้ผ้าถักเป็นวัสดุบุเบาะที่นั่งแทน แผ่นรองพื้นทำจากยางมาในลวดลายหินขัดซึ่งเกิดขึ้นโดยธรรมชาติระหว่างขั้นตอนการรีไซเคิลและการผลิต

อีกหนึ่งชิ้นส่วนหลักสำหรับผลงานทางศิลปะชิ้นนี้คือ การใช้แผ่นไม้คอร์กรีไซเคิลที่ไม่มีส่วนผสมของตัวเชื่อมประสานจากสารเคมีมาเป็นวัสดุบุแผงคอนโซล ไหล่ประตู และช่องใส่เอกสาร และยังใช้เชือกปีนผาสีส้มสดมาดัดแปลงเป็นที่จับประตู รับกับสีส้มสดของเข็มขัดนิรภัยได้อย่างลงตัว

MINI Recharged คุณภาพ ความยั่งยืน และประโยชน์ในการใช้งาน ภายในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2022 มินิ ประเทศไทย ยังจัดแสดงรถยนต์คอนเซ็ปต์ MINI Recharged ชูแนวคิดการอัพไซเคิล (Upcycling) หรือการนำวัสดุที่ไม่ใช้แล้วมาปรับแต่งและเพิ่มเติมความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ผสมผสานความคลาสสิกและเทคโนโลยีทันสมัยในการปรับแต่งรถยนต์มินิ รุ่น Paul Smith ปี 1988 โดยยกเครื่องระบบขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์สันดาปภายในสู่การเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมขยายแนวคิด MINI Big Love ดังคำจำกัดความของคอนเซปต์คาร์คันนี้โดย พอล สมิธ ว่า “คุณภาพ ความยั่งยืน และประโยชน์ในการใช้งาน คือสามสิ่งที่สามารถบรรยายรถยนต์คันนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

มินิสุดคลาสสิกได้รับการปรับเปลี่ยนสู่การเป็นรถยนต์ที่ไม่ปล่อยมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 72 กิโลวัตต์ และแบตเตอรี่ที่มอบระยะทางสูงสุดได้ราว 160 กิโลเมตร รองรับการชาร์จด้วยกระแสไฟ 6.6 กิโลวัตต์ ส่วนกล่องแบตเตอรี่สีเขียวมะนาวสดใสขับให้รถยนต์สีน้ำเงินสดสะดุดตา ชวนให้นึกถึงโทนสีในช่วงปี 1990s

พอล สมิธ ยังกล่าวเสริมว่า “เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะไม่เป็นหนึ่งในตัวการที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน เราจึงต้องคำนึงถึงไลฟ์สไตล์ของเราอยู่เสมอ เราจึงอยากสร้างสรรค์รถยนต์ที่เหมาะกับโลกปัจจุบันยิ่งกว่ารถยนต์รุ่นดั้งเดิม” รถยนต์คันนี้ยังสานต่อแนวคิดด้านความยั่งยืนที่เน้นการลดจำนวนส่วนประกอบจำนวนมาก ชิ้นส่วนตกแต่งต่าง ๆ ถูกนำออกไป คงไว้แต่เพียงตัวถังรถ พื้นรถเปล่า และแผ่นรองพื้นแบบรัสติกที่ทำจากยางรีไซเคิลวางคลุมด้านบน

ภายในห้องโดยสาร เบาะที่นั่งหุ้มด้วยผ้ารีไซเคิล ปุ่มควบคุมการทำงานดั้งเดิมบริเวณแผงคอนโซลถูกแทนที่ด้วยการติดตั้งแผ่นแม่เหล็กข้างพวงมาลัยเพื่อใช้วางสมาร์ทโฟน มากไปกว่านั้น การออกแบบอย่างแยบยลอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของพอล สมิธ ได้หลอมรวมกับแนวความคิดสร้างสรรค์อันแปลกใหม่ ผ่านพวงมาลัยรถยนต์รุ่นพิเศษที่สามารถถอดออกได้เพื่อความสะดวกสบายระหว่างขึ้นและลงรถอีกด้วย

นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนทั้งหมดของ MINI Recharged คันนี้ ยังสามารถถูกปรับกลับคืนสู่ความเป็นรถยนต์มินิแบบคลาสสิกได้เช่นเดิม

มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Multitone Edition ราคา 2,949,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา MSI Standard คุ้มครองการบำรุงรักษาระยะเวลา 3 ปีหรือ 60,000 กม.)

ร่วมเฉลิมฉลองความหลากหลายของคอมมิวนิตี้คนรักมินิ ด้วยการเพิ่มรายละเอียดการออกแบบทั้งภายนอกและภายใน เสริมลูกเล่นให้กับ มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Multitone Edition ใหม่ ที่มาในจำนวนจำกัดเพียง 12 คัน และเปิดรับจองผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น โดดเด่นด้วยการไล่เฉดสีบนหลังคารถ เติมความสดใสให้ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยกราฟฟิกรูปสายรุ้งและโลโก้แบบ Abstract สีขาวบนพื้นผิวสีแดงและสีเขียว

การออกแบบหลังคารถสุดพิเศษของมินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Multitone Edition ใหม่ ใช้เทคนิคการระบายสีแบบเปียกบนเปียก (wet-on-wet) นวัตกรรมที่รังสรรค์โดยโรงงานมินิในเมืองออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ซึ่งเฉดสีทั้งสามถูกทาลงทีละสี ได้แก่ สีขาว Aspen White ตามด้วยสีเทา Melting Silver II และสีดำ Jet Black ก่อนจะลงสีทับด้วยเทคนิคสเปรย์เทค (Spray Tech) เป็นการจบขั้นตอน สร้างความโดดเด่นด้วยรุ้งสีขาวแบบ Abstract พาดผ่านหลังคา ซึ่งเทคนิคนี้อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของโทนสีได้ตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม เพิ่มเอกลักษณ์ให้กับมินิ Multitone Edition แต่ละคันมากขึ้นอีกด้วย

บริเวณขอบประตูรถยนต์สลักตัวอักษร “Multitone” พร้อมด้วยรูปสายรุ้งบนพื้นหลังสีสันสดใสสลักอยู่ และยังปรากฎบนแผ่นรองพื้นของผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าอีกด้วย สายรุ้งแบบแอบสแตรคท์นี้ยังพาดผ่านแผงคอนโซล รวมไปถึงที่บังแดด เพิ่มความสุนทรีย์ด้วยพวงมาลัยหนังแท้ดีไซน์สปอร์ตพร้อมปุ่มควบคุมมัลติฟังก์ชั่นที่มากับสัญลักษณ์ประจำรุ่นที่บริเวณก้านพวงมาลัยด้านล่าง นอกจากนี้ ฝาครอบกุญแจยังได้รับการออกแบบพิเศษด้วยการพิมพ์ 3 มิติสำหรับ Multitone Edition โดยเฉพาะ บริเวณด้านข้างตัวรถมินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู รุ่น Multitone Edition ยังมีลวดลายพิเศษที่กรอบไฟเลี้ยวอันเป็นเอกลักษณ์ ยังมีฝาครอบล้อดีไซน์พิเศษมาในคู่สีแบบทูโทน และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ลาย Pedal Spoke สีดำ พร้อมยางรันแฟลต เพิ่มความทรงพลังและความสดใสให้กับรุ่นพิเศษนี้ได้เป็นอย่างดี

รถยนต์ มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตูรุ่นพิเศษ Multitone Edition มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์แบบสปอร์ตด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบ ขนาด 2 ลิตร ส่งพละกำลังรวมสูงสุด 141 กิโลวัตต์/192 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 280 นิวตันเมตร ที่ 1,350 ถึง 4,600 รอบต่อนาที ทำงานควบคู่กับระบบเกียร์ 7 จังหวะ Steptronic Sport แบบคลัตช์คู่ จึงเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.7 วินาที

มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Advanced Edition ราคา 2,949,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา MSI Standard คุ้มครองการบำรุงรักษาระยะเวลา 3 ปีหรือ 60,000 กม.)

รถยนต์ มินิ คูเปอร์ เอส 3 ประตู รุ่นใหม่นี้ ยังมอบความสนุกในการขับขี่อย่างครบถ้วนตามแบบฉบับของรถมินิ คูเปอร์ เพิ่มเติมด้วยการออกแบบที่โฉบเฉี่ยว แต่ยังคงคลาสสิคได้อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยการใช้โทนสีเรียบง่าย แฝงกลิ่นอายความหรูหราอย่างสีขาว Pepper White และสีเทา Rooftop Grey เพิ่มเติมจากสีเหลือง Zesty Yellow เสริมจิตวิญญาณความสปอร์ตของรถยนต์คอมแพ็คระดับพรีเมียม พร้อมด้วยเทคโนโลยีครบครัน ให้ได้สนุกไปกับการขับขี่อย่างเต็มที่

มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Advanced Edition ยังคงมอบความคล่องตัวบนท้องถนน พร้อมความสนุกในการขับขี่เช่นเดิมด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1,998 ซีซี ที่ส่งพละกำลังได้สูงสุด 141 กิโลวัตต์ /192 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 280 นิวตันเมตร ที่ 1,350 ถึง 4,600 รอบต่อนาที ทำงานควบคู่กับระบบเกียร์ 7 จังหวะ Steptronic Sport แบบคลัตช์คู่เพื่อให้ตัวรถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 6.7 วินาที และมาพร้อมเทคโนโลยีเสริมการขับขี่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบการปรับพวงมาลัย Servotronic ช่วงล่างแบบ Adaptive และโหมดขับขี่ MINI Driving Mode

ดีไซน์ภายนอกของ มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Advanced Edition มาพร้อมการตกแต่งสไตล์ Piano Black เรียบหรู แต่ยังคงโฉบเฉี่ยวขณะขับขี่บนท้องถนน ด้วยหลังคากระจกแบบพาโนรามาที่ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถเพลิดเพลินไปกับวิวทิวทัศน์ด้านนอกอย่างสบายตาไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน ไฟหน้าทรงกลม LED สำหรับการขับขี่ตอนกลางวัน และไฟท้ายลายธงยูเนียนแจ็คอันเป็นเอกลักษณ์ของมินิ มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Advanced Edition พร้อมล้ออัลลอย 18 นิ้ว ลาย Pulse Spoke แบบสลับสี ยางรถยนต์แบบรันแฟลต มอบทั้งความโฉบเฉี่ยวควบคู่ความสะดวกสบาย และความปลอดภัยตลอดการเดินทาง

เปิดประสบการณ์ขับขี่อีกระดับกับ มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Advanced Edition ที่พร้อมส่งต่อประสบการณ์ภายในห้องโดยสารด้วยชุดแต่ง MINI Yours ทั้งวัสดุบุพื้นผิวและเบาะภายในสี Leather Lounge Carbon Black หรือ Leather Chester Malt Brown ที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ตามความต้องการ  เบาะนั่งแบบสปอร์ตสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า เสริมประสบการณ์การขับขี่แบบสปอร์ตให้กับรถยนต์คอมแพ็คอันเปี่ยมพลังคันนี้ พวงมาลัยหุ้มหนัง Nappa พร้อมปุ่มควบคุมมัลติฟังก์ชั่น กระจกมองหลังพร้อมฟังก์ชั่นป้องกันตาพร่า (Anti-Dazzle) นอกจากนี้ รถมินิรุ่นพิเศษนี้ยังมาพร้อมระบบความบันเทิงภายในรถและระบบการสื่อสารอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นระบบนำทาง จอระบบสัมผัสขนาด 8.8 นิ้ว และ Apple CarPlay สร้างบรรยากาศตื่นเต้นเร้าใจตลอดการเดินทาง

มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Advanced Edition มาพร้อมเทคโนโลยีเสริมการขับขี่ครบครันเพื่อประสบการณ์เหนือระดับ ทั้งระบบควบคุมการขับขี่ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นเบรค (Cruise Control with Braking Function) ระบบช่วยเหลือการขับขี่ (Driving Assistant) ประกอบด้วยระบบเตือนภัยก่อนชน (Collision Warning) ระบบเตือนตรวจจับคนเดินถนน (Pedestrian Alert) และระบบเตือนการเปลี่ยนเลน (Lane Departure Warning) เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ยิ่งขึ้นด้วยระบบ Dynamic Traction Control (DTC) ที่มาพร้อมระบบ Electronic Differential Lock Control (EDLC) และระบบเบรค ABS รวมถึงระบบควบคุมการเบรคระหว่างเข้าโค้ง (Cornering Break Control) ที่ได้รับการติดตั้งเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายและปลอดภัยที่สุด

บีเอ็มดับเบิลยู CE 04 ใหม่ (สีเทา Magellan Grey metallic) ราคาจำหน่าย 859,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู CE 04 ใหม่ ผสานรูปแบบใหม่และแนวคิดที่มองไปข้างหน้าของการขับเคลื่อนสองล้อในตัวเมือง มอบนวัตกรรมและเทคโนโลยีการขับขี่ใหม่ล่าสุดพร้อมความรู้สึกที่เชื่อมโยงสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคันนี้กับตระกูลมอเตอร์ไซค์จากบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด

บีเอ็มดับเบิลยู CE 04 ใหม่ รุ่นนี้ให้พละกำลังและมอบระยะทางที่มากกว่าสำหรับการขับขี่อย่างเหนือชั้นในเขตเมือง ด้วยกำลังสูงสุด 31 กิโลวัตต์ (42 แรงม้า) พร้อมมอเตอร์อันทรงพลังที่ให้ความเพลิดเพลินในการขับขี่อย่างโดดเด่น สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 2.6 วินาที ให้ความเร็วสูงสุดที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงสามารถเร่งเครื่องบนถนนสายหลักและทางหลวงได้อย่างไร้ปัญหา และยังมาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 8.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ระยะทางสูงสุดที่ 130 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WMTC ช่วยให้นักบิดสามารถขับขี่ในเมืองแบบปราศจากมลพิษ หรือแม้แต่การเดินทางในระยะทางใกล้ ๆ หลังเลิกงานหรือในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ได้อย่างสบายใจ

นอกจากนี้ ยังสามารถชาร์จแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนด้วยชุดอุปกรณ์ที่มากับตัวรถผ่านปลั๊กไฟบ้าน วอลล์บ็อกซ์ หรือสถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะ ชาร์จไฟจาก 0% ถึง 100% ได้ภายใน 4 ชั่วโมง 20 นาที รองรับการชาร์จไฟฟ้าแบบเร็วด้วยกำลังไฟ 6.9 กิโลวัตต์ ภายในเวลา 1 ชั่วโมง 40 นาที และสามารถชาร์จจาก 20% ถึง 80% ได้ภายในเวลา 45 นาที 

บีเอ็มดับเบิลยู CE 04 ใหม่ มาพร้อมระบบควบคุมการยึดเกาะถนน ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) ยังช่วยจำกัดแรงบิดของเครื่องยนต์ซึ่งสัมพันธ์กับการไถลของล้อหลัง บีเอ็มดับเบิลยู CE 04 ใหม่ มีโหมดการขับขี่สามแบบ ได้แก่ “ECO”, “Rain” และ “Road” ติดตั้งเป็นมาตรฐาน ให้ผู้ขับขี่เลือกได้ระหว่างประสิทธิภาพสูงสุดและความสนุกสูงสุดในการขับขี่ เพิ่มโหมดการขับขี่  Dynamic ให้เร่งความเร็วทันใจยิ่งขึ้น บริเวณด้านหน้า ดิสก์เบรกคู่ช่วยให้การชะลอความเร็วเป็นไปอย่างปลอดภัย รองรับโดยระบบดิสก์เดี่ยวที่ด้านหลัง นอกจากนั้น ABS PRO ยังได้รับการติดตั้งมาเพื่อควบคุมการเบรกเมื่อเข้าโค้งซึ่งให้ความปลอดภัยสูงสุด

บีเอ็มดับเบิลยู CE 04 ใหม่ มาพร้อมกับจอแสดงผลสีแบบ TFT ขนาด 10.25 นิ้ว พร้อมระบบนำทางและระบบเชื่อมต่อแผนที่ในตัว ชุดไฟส่องสว่างในบีเอ็มดับเบิลยู CE 04 ใหม่ ยังใช้เทคโนโลยี LED ที่ล้ำสมัย มาพร้อมไฟสูงและไฟต่ำ บีเอ็มดับเบิลยู CE 04 โดดเด่นด้วยตัวถังภายนอกแบบโมเดิร์นสีเทา Magellan Grey metallic เสริมความงามด้วยเบาะที่นั่งสีดำตัดกับสีส้ม พร้อมแผ่นบังลมสีส้ม และการตกแต่งอื่น ๆ

บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS ใหม่ (สีดำ Triple Black): ราคา 594,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS ใหม่ (สี GS Trophy) ราคา 599,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ใหม่ (สีดำ Triple Black และสี Kalamata Metallic Matte): ราคา 649,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS สีดำ Triple Black บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure สี Kalamata Metallic Matte บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ใหม่ โดดเด่นด้วยดีไซน์แผงแฟริ่งด้านข้างใหม่ มาพร้อมกับจอแสดงผลสีแบบ TFT ขนาด 6.5 นิ้ว พร้อมฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น ไฟเลี้ยว LED มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานและช่องเสียบสายชาร์จ USB ที่ด้านขวาของจอแสดงผล

มอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 853 ซีซี 2 สูบเรียง 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังด้วยเกียร์ 6 สปีด ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างลงตัว เครื่องยนต์ประกอบด้วยด้วยเพลาคู่พร้อมระบบ counterbalance ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันและได้รับการพัฒนาให้ลดแรงสั่นสะเทือน เสริมความนุ่มนวลและช่วยให้ประหยัดน้ำมัน บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ใหม่ ส่งพละกำลังสูงสุด 70 กิโลวัตต์ (95 แรงม้า) ที่ 8,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 92 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS ยังให้ความเร็วสูงสุดมากกว่า 200 กม./ชม. ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ให้ความเร็วสูงสุดที่ 197 กม./ชม. และทั้งสองรุ่นมีอัตราการบริโภคน้ำมัน 4.2 ลิตรต่อ 100 กม. ตามมาตรฐาน WMTC

บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ใหม่ มาพร้อมกับระบบกันสะเทือนที่ได้รับการอัพเกรดใหม่ ซึ่งรวมถึงโช้คหัวกลับ สวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม พร้อมปรับตั้งค่าความหนืดและการยุบตัวของสปริงได้ด้วยระบบไฮดรอลิค ให้การควบคุมการขับขี่ไม่เหมือนใครบนเส้นทางออฟโรด นอกจากนั้นยังมาพร้อมกับ Riding Modes Pro ที่เพิ่มโหมดการขับขี่ ‘Dynamic’, ‘Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ ระบบ Dynamic ESA (Electronic Suspension Adjustment) ช่วยปรับช่วงล่างด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมปรับระดับโหลดอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่และให้สมรรถนะสูงสุด Dynamic Traction Control (DTC) และ ABS Pro ได้รับการติดตั้งมาสำหรับการเบรกและการเร่งความเร็วที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทั้งสองรุ่นยังผสานความล้ำสมัยจากยุคปัจจุบันไว้ด้วยเทคโนโลยี เช่น ระบบสตาร์ทแบบไร้กุญแจ (Keyless Ride) และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Electronic cruise control) ซึ่งติดตั้งมาเป็นมาตรฐานอีกด้วย

ระบบช่วยเปลี่ยนเกียร์ Gear Shift Assistant Pro ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ขึ้นและลงได้โดยไม่ต้องกำคลัตช์ นอกจากจะช่วยให้สะดวกสบายมากขึ้น ยังเป็นการเพิ่มไดนามิกให้กับการขับขี่ นอกจากนั้น ชุดแครชบาร์สแตนเลสในบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ยังช่วยป้องกันความชำรุดเสียหายที่อาจเกิดกับฝาครอบเครื่องยนต์หากรถล้ม

บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ใหม่ มาในสี Kalamata Metallic Matte และสี Triple Black ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS ใหม่ มาในสี Triple Black และสี GS Trophy ล้วนแสดงถึงความสปอร์ตที่โดดเด่นและจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยที่แท้จริง

Related Articles

Stay Connected

0FansLike
3,694FollowersFollow
20,500SubscribersSubscribe
- Advertisement -spot_img

Latest Articles