Wonderfruit ชวนสัมผัส The Fields ในรูปแบบ ‘หมู่บ้านที่มีชีวิต’ พร้อมสำรวจสิ่งที่เชื่อมโยงเราเข้าด้วยกัน

onderfruit (วันเดอร์ฟรุ๊ต) เทศกาลแห่งศิลปะ ดนตรี และธรรมชาติกำลังจะกลับมาอีกครั้งในปีที่ 11 โดยครั้งนี้จะจัดขึ้นระหว่าง 3–7 ธันวาคม 2569 ณ The Fields สยามคันทรีคลับ จังหวัดชลบุรี พร้อมแนวคิด Field Village ชวนทุกคนสัมผัส “หมู่บ้านที่มีชีวิต” ที่เกิดขึ้นจากการหลอมรวมกันของจิตใจ (Mind) ธรรมชาติ (Nature) เสียง (Sound) ซึ่งเป็นหัวใจของงานมานับตั้งแต่ปีแรก และศิลปิน ผู้รังสรรค์กิจกรรมต่างๆ ไปจนถึงผู้ร่วมงานหรือเหล่าวันเดอเรอร์ (Wonderer) จากทั้งไทยและหลากหลายประเทศนำประสบการณ์มาแบ่งปันกันที่ The Fields ซึ่งการก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ในครั้งนี้ ก็เป็นโอกาสดีที่จะได้ชวนให้ทุกคนย้อนกลับมามองจุดเริ่มต้นและสิ่งที่เรามีร่วมกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ โดยถ่ายทอดผ่านดนตรี ศิลปะ อาหาร ภูมิปัญญา และการกลับมาดูแลผืนป่าและคืนความสมบูรณ์ให้ธรรมชาติ เพื่อที่เราจะได้เติบโตอย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปพร้อมกันในปีต่อๆ ไป

Wonderfruit เปิดจำหน่ายบัตรรอบเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะเป็นการจำหน่ายบัตรล่วงหน้ารอบสุดท้าย ระหว่างวันที่ 3–9 พฤศจิกายน 2569 เริ่มตั้งแต่เวลา 16.00 น. ตามเวลาประเทศไทย หลังจากช่วงนี้บัตรจะมีขายเฉพาะที่หน้างานในราคาที่แพงขึ้นอีก

* 5-Day Full Pass: บัตร 5 วัน สำหรับวันที่ 3–7 ธันวาคม 2569 ราคา 12,900 บาท

* Weekend Pass: บัตร 3 วัน เข้างานได้ตั้งแต่เวลา 8.00 น. วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2569 ราคา 11,500 บาท

* Intro Pass: สำหรับผู้ที่เข้าร่วม Wonderfruit เป็นครั้งแรก ราคา 4,500 บาท

* Youth Pass: สำหรับผู้มีอายุ 20–24 ปี ราคา 3,900 บาท

* Family Pass: สำหรับครอบครัว ราคาตามจำนวนผู้เข้าร่วม

ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดโปรแกรมทั้งหมดและซื้อบัตรเข้างานได้ที่ www.wonderfruit.co/tickets

ธีม Field Village มอง The Fields เป็นหมู่บ้านที่ผู้คนมาพบปะและแบ่งปันความคิด ความรู้ และประสบการณ์ เพราะเมื่อมองดี ๆ แล้ว ทุกสิ่งที่พบได้ในหมู่บ้านล้วนมีอยู่ที่ Wonderfruit ทั้งดนตรี ศิลปะ อาหาร วีถึดูแลสุขภาพทั้งกายและใจ พื้นที่สีเขียวที่ให้ร่มเงาและเป็นมุมพักผ่อน ตลอดจนผู้คนที่เข้ามาใช้เวลาร่วมกัน

พื้นที่สีเขียว

จนถึงตอนนี้ ความตั้งใจตั้งแต่ปี 2022 ก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เมื่อทางงานได้ปลูกต้นไม้ใน The Fields ไปแล้วกว่า 100,000 ต้น แต่ละต้นต่างทำหน้าที่เป็นทั้งครัวที่มอบอาหาร เป็นแพทย์รักษาอาการเจ็บป่วยทั้งกายใจ เป็นครูให้ความรู้ และเป็นเพื่อนที่ให้ที่พักพิง

มาทำความรู้จักกับป่าทั้ง 4 ที่เป็นจุดกำเนิดและคอยหล่อเลี้ยงความคิดสร้างสรรค์ของเรากัน

Ancestral Forest ปลูกด้วยวิธีการแบบมิยาวากิ เป็นทั้งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้อยใหญ่และให้มนุษย์ได้มาใช้เวลาร่วมกัน ทั้งยังเป็นที่จัดแสดงงานศิลปะและเสียงรูปแบบต่างๆ ซึ่งยิ่งสะท้อนว่าทุกสิ่งที่กล่าวมาสามารถอยู่ร่วมกันและเติบโตไปพร้อมๆ กันได้ ขณะที่ Yang Na Forest ป่าที่เติบโตขึ้นมาจากลูกยางของต้นยางนาหรือ Mother Tree ของเรา ก็กำลังค่อยๆ เติบใหญ่อย่างแข็งขัน ซึ่งในอนาคตเราจะได้เห็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอันแสนมหัศจรรย์ที่ยอดไม้จะไม่สัมผัสโดนกัน ซึ่งสะท้อนปรัชญาว่าเราได้ให้พื้นที่ต่างคนเพื่อเติบโตได้อย่างงดงามในแบบตนเอง ทางด้าน Medicinal Plant Village ที่นอกจากจะสามารถพบสมุนไพรอันมีสรรพคุณทางยาในกระท่อมไม้ทั้ง 6 แล้ว ยังเป็นพื้นที่ให้ได้มาเรียนรู้การรักษาที่สืบทอดมาจากบรรพกาล และสวนสมรม หรือสวนแบบผสมผสานที่เป็นการรับเอาภูมิปัญญาจากภาคใต้ของไทย ด้วยการปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ใบ และพืชพรรณอื่นๆ ไว้ในพื่นที่เดียวกันให้พวกมันได้เติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติ

อาหาร

หมู่บ้านย่อมมีอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต แต่ขณะเดียวกันอาหารยังถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมาจากอดีตถึงปัจจุบัน เกี่ยวกับอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของชุมชนนั้นๆ ด้วย ปีนี้ Wonderfruit ชวนสำรวจภูมิปัญญาผ่านตำรับอาหารและวิธีการปรุงหลากหลายรูปแบบ โดยเปลี่ยนโต๊ะอาหารให้เป็นพื้นที่พบปะและส่งต่อเรื่องราว ที่ Wonder Kitchen พื้นที่รับประทานอาหารที่เชฟเผยเรื่องราวของผู้คน วัตถุดิบ และที่มาของแต่ละจาน ปีนี้ใช้แนวคิด The Grounded Kitchen ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากงานวิจัยและบันทึกการลงพื้นที่เพื่อศึกษาวัฒนธรรมอาหารและวัตถุดิบในจังหวัดชลบุรีและระยองที่พัฒนาร่วมกับสำรับสำหรับไทย โดยได้เชฟจากร้านอาหารชื่อดังอย่าง Pimali Foundation, Samuay and Sons, 80/20 และ SOMSAK มาร่วมนำเสนอแนวคิดนี้ผ่านมื้ออาหารในแบบของตัวเอง

สำหรับเชฟปริญญ์ ผลสุข และคุณมิ้น–ธัญญพร จารุกิตติคุณ พร้อมทีมสำรับสำหรับไทย นำวัตถุดิบตามฤดูกาลและวิธีเตรียมอาหารแบบดั้งเดิมของภาคตะวันออกมาถ่ายทอดผ่านมื้ออาหารและเวิร์กช็อป เริ่มจากมื้อพิเศษแบบ Chef’s Table หลายคอร์สใน Samrub Burapha: Ecosystem of the East — The Dinner Experience ที่นำธรรมชาติและวัฒนธรรมอาหารภาคตะวันออกมาเล่าผ่านอาหารแต่ละจาน นอกจากนี้ ผู้ร่วมงานยังสามารถลงมือทำ “กะราง” กับข้าวพื้นบ้านจากภูมิปัญญาการถนอมเมล็ดกระบก ที่คนภาคตะวันออกใช้คลุกข้าวสวยให้หอมมัน โดยเรียนรู้กับคนท้องถิ่นในเวิร์กช็อป Flavours of Eastern Nature: Krabok & Karang และทำความรู้จักสมุนไพรจากผืนป่าภาคตะวันออกที่ให้กลิ่นรสเฉพาะตัวแก่อาหารป่าในเวิร์กช็อป The Taste of the Eastern Forest

สุขภาพกายใจ

หมู่บ้านย่อมมีภูมิปัญญาและวิธีดูแลกายใจ เหมือนกับ Wonderfruit เราได้รวบรวมผู้ฝึกปฏิบัติและวิทยากรจากทั้งไทยและนานาชาติ ที่จะมาร่วมออกแบบ Journey หรือกิจกรรมแบบมีค่าใช้จ่ายที่ถูกออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อให้ผู้ร่วมงานได้ซึมซับ The Fields ในมิติที่ลึกล้ำเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม ซึ่งกิจกรรมเหล่านั้นสามารถพบได้เช่นเดียวกับกิจกรรมที่ให้เข้าร่วมได้ฟรีที่ Wonderness พื้นที่แห่งความสงบที่รายล้อมด้วยธรรมชาติ ให้พักผ่อนและดูแลทั้งกายและใจ โดยปีนี้มาในแนวคิด Rooted in the Inner Axis ชวนค้นหาความสมดุลจากภายในและย้อนกลับไปสู่จุดศูนย์กลางของเราเพื่อให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น พร้อมพิธีเปิดก่อนเริ่มกิจกรรม

สำหรับเวิร์กช็อปในปีนี้ มีการเคลื่อนไหวที่นำความเชื่อเรื่อง “ขวัญ” ของไทยมาตีความใหม่ ชวนเรียกขวัญของตนเองกลับมาให้อยู่กับเนื้อกับตัวใน Re-calling the Khwan of All Things โดย Conscious Movement Collective รวมถึงเวิร์กช็อปที่ชวนใช้จินตนาการว่าตนเองเป็นต้นไม้ ตั้งแต่เมล็ดเล็ก ๆ จนเติบใหญ่ ใน If I Were a Tree: Exploring the Self and Nature Through Movement โดยนักออกแบบท่าเต้น สอง รวินันท์ ส่วนเวิร์กช็อป Ancient Resonance: Cacao & Animal Archetype Sound Expressions โดย Kokomary & Temp. in Sept ชวนอยู่กับปัจจุบันผ่านการฟังเสียงเครื่องดนตรีเซรามิกทำมือที่ได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงโบราณ ผสานซาวด์สเคปแอมเบียนต์ร่วมสมัย และการฝึกลมหายใจ รวมถึงการฝึกโยคะด้วยท่วงท่าที่ลื่นไหลราวกับมหาสมุทร เพื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเรากับสายน้ำใน Superflow: Fluid Yoga to Honor the Oceans Inside and Out โดย Eoin Finn จาก Blissology

นอกจากนี้ ยังมีชุดกิจกรรม Dhyana ที่ชวนฝึกสติ ตระหนักรู้ และอยู่กับปัจจุบัน ผ่านเวิร์กช็อป การแสดง และคำสอนหลากหลายรูปแบบ พบกับ Tulku Ngawang Tenzin ผู้สืบทอดสายธรรมของพุทธศาสนาทิเบต ที่เดินทางมาจากประเทศอินเดียเพื่อถ่ายทอดคำสอนเรื่อง “บาร์โด” หรือสภาวะเปลี่ยนผ่านระหว่างชีวิต ความตาย และการเกิดใหม่ ชวนให้ใช้ชีวิตอย่างตระหนักรู้มากขึ้น

ดนตรี

หมู่บ้านย่อมมีสรรพเสียง ทางฝั่งดนตรีในปีนี้ยังคงนำเสนอความหลากหลายด้วยการรวบรวมศิลปินหลากหลายทั้งไทยและทั่วโลกมาพบกันทั้ง Salin มือกลองที่ผสมผสานแอฟโฟร เวิลด์บีตเข้ากับซาวด์แบบไทยๆ ผู้ไปโลดแล่นในซีนแจ๊สแคนาดาพร้อมได้แสดงใน KEXP และเทศกาลดนตรีนานาชาติมาแล้ว Rasmee Isan Soul เจ้าของเสียงร้องชวนสะกดที่หยิบเอาหมอลำมาผสมผสานกับบลูส์ และอาร์แอนด์บี รวมทั้งมนุษย์ไร้กระดูก ตู้ ดิเรก ไอคอนเบรกแดนซ์เจ้าของต้นตำรับเพลงแร็ปแบบไทยๆ ในตำนานที่จะมาสร้างความตื่นเต้นที่ The Fields เป็นครั้งแรก วง Arp Frique & the Perpetual Singers ที่ผสานเสียงร้องกอสเปลเข้ากับฟังก์และดิสโก้ Tokio Myers นักเปียโนชาวอังกฤษที่เป็นที่รู้จักจากการผสมเปียโนคลาสสิกกับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ SILENT POETS โปรเจกต์ดนตรีแนวดั๊บและดาวน์เทมโปอันมีเอกลักษณ์จากญี่ปุ่น Jack Wyllie มือฟลุต แซ็กโซโฟน ที่ผลงานของเขาผสมผสานแอมเบียนต์ เพลงพื้นเมืองชนเผ่า อิเล็กทรอนิก้า และเพลงคลาสสิกสมัยใหม่เข้าด้วยกัน

Nubya Garcia มือแซ็กโซโฟนและนักประพันธ์ที่ผสานรวมหลากหลายแนวเพลงทั้งแจ๊ส คลาสสิก ดั๊บ อาร์แอนด์บีออกมาได้อย่างกลมกล่อม Carl Stone ผู้บุกเบิกคอมพิวเตอร์มิวสิกที่นำหลากหลายเสียงที่เราคุ้นเคยมาซ้อนกันหลายมิติจนเกิดเป็นงานเพลงที่ผสมผสานป๊อปและอิเล็กทรอนิกที่คาดเดาไม่ได้ Ichiko Aoba นักร้องนักแต่งเพลงที่ถ่ายทอดบทเพลงอ่อนโยนแต่ทรงพลังทางอารมณ์ผ่านกีตาร์คลาสสิกและซินธิไซเซอร์ และ Sheherazaad ผู้ที่สร้างสรรค์แนวเพลงโฟล์กนัวร์อันโดดเด่นขึ้นมาจากการผสมผสานบทกวีฮินดี-อูร์ดู รวมทั้งความหลอนและดิบแบบกอธป๊อป

ขณะที่ Molam World จะยังคงนำเอาวัฒนธรรมอีสานมาสู่ใจกลาง The Fields แต่ปีพาคุณนี้เราจะก้าวข้ามพรมแดนเพื่อนำเสนอดนตรีพื้นบ้านจากทุกมุมโลกที่นี่ด้วย โดย Maft Sai ผู้ก่อตั้ง Zudrangma Records, Studio Lam และ Paradise Bangkok Molam International Band เป็นผู้ร่วมคัดสรรศิลปินเพื่อมาเติมเต็มเวทีนี้อีกเช่นเคย พบกับ Lorjhu’ วงจากเกาะมาดูรา ที่นำดนตรีดั้งเดิมของชาวมาดูเรซมาผสานเข้ากับซาวด์ร่วมสมัย Thee Marloes วงสามชิ้นจากสุราบายา ผู้ผสมผสานโซล แจ๊ส และป๊อปเข้ากับกลิ่นอายดนตรีแบบอินโดนีเซียอันโดดเด่น ขณะที่ Sansae วงจากเกาหลีใต้ที่พรางเส้นแบ่งระหว่างวัฒนธรรมและแนวเพลง โดยหยิบกรูฟเบสและกลองแบบร็อก มาสอดประสานด้วยทำนองไซเคเดลิกอันไพเราะของซิตาร์

และในปีนี้ Wonderfruit เชิญชวนให้ผู้จัดเทศกาลและแพลตฟอร์มดนตรีต่างๆ มาร่วมคัดสรรโปรแกรม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองสร้างสรรค์และสนับสนุนวงการดนตรีในประเทศและภูมิภาคร่วมกัน อย่างที่เวที Ziggurat ก็ได้จับมือกับ Maho Rasop (มหรสพ) เทศกาลดนตรีนอกกระแสนานาชาติของกรุงเทพฯ โดยจะมีศิลปินไทยคุณภาพทั้ง Flure, H 3 F, YONLAPA, Supergoods และอีกมากมายขึ้นแสดง และเรายังสานต่อการสนับสนุนศิลปินอิสระในประเทศไทยผ่านโครงการ Intermission ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2015 เปิดโอกาสให้ศิลปินได้พัฒนาฝีมือและขึ้นแสดงที่เวทีเดียวกันนี้ โดยผู้ที่ได้รับคัดเลือกได้แก่ ZeitGeistS, DCNXTR, Mut Matthew, APICHIT, Nuwave Trio และ murrph.

นอกจากนี้ยังมี เทศกาลดนตรี BEATFOREST, Organik และ Rainbow Disco Club (RDC) ที่จะนำเสนอดนตรีในทิศทางใหม่ จากดนตรีแดนซ์ที่คุ้นเคยของแต่ละงาน มาเป็นแอมเบียนต์ที่เน้นบรรยากาศของเสียงและดาวน์เทมโปที่มีจังหวะช้าลง ร่วมด้วย KANGKAO (ค้างคาว) กลุ่มศิลปินไทยที่ร่วมกันขยายขอบเขตของศิลปะและดนตรี และ Bangkok Community Radio สถานีวิทยุที่เปิดพื้นที่ให้ศิลปิน นักดนตรี และดีเจในกรุงเทพฯ ได้เผยแพร่ผลงาน

สำหรับศิลปินอิเล็กทรอนิกส์ พบกับดีเจและศิลปินไทย Chalo, Payu, NOTEP และศิลปินนานาชาติ Loyboy, Marcel Dettmann, JakoJako และอีกมากมายที่นำเสนอดนตรีอิเล็กทรอนิกส์แนวต่างๆ ในรูปแบบของตัวเอง

ภาพยนตร์

พิเศษสุดในปีนี้ได้นำเสนอแนวคิด Cinema & Sound ที่เป็นดังการโต้ตอบระหว่างภาพยนตร์และสรรพเสียง โดยมีโปรแกรม From Sound to Screen: The World of Nick Dwyer ที่ผู้กำกับชาวนิวซีแลนด์ถ่ายทอดเรื่องราวของเสียง ผู้คน และวัฒนธรรมผ่านภาพยนตร์สารคดี 3 เรื่องที่จะถูกจัดฉาย 3 คืน 3 เวที ได้แก่ “The Insect Musicians,” “A Century in Sound: Episode 4 ‘Nightingale‘” และการฉาย “Geinoh Yamashirogumi” รอบพิเศษ ที่ร่วมอำนวยการผลิตโดย Wonderfruit Films

และยังมีโปรแกรมฉายภาพยนตร์พร้อมดนตรีประกอบสด ซึ่ง Wonderfruit ร่วมพัฒนากับ ROVR แพลตฟอร์มดนตรีที่ไม่สนอัลกอริธึม และโรงภาพยนตร์เคลื่อนที่ Dhutanga Cinema โดย LERT DEPT ท่ีจะฉายภาพยนตร์โดยปิดเสียงต้นฉบับ แล้วให้ศิลปินสร้างเสียงประกอบขึ้นใหม่สด ๆ จากแผ่นเสียง ซีดี และเทปคาสเซ็ต เพื่อตีความเรื่องราวบนจอในแบบของตัวเอง พร้อมด้วย Sala Saneha (ศาลาเสน่หา) โรงภาพยนตร์อิสระที่ร่วมคัดเลือกหนังสั้นจากในไทยและภูมิภาคมาฉาย

ศิลปะ

หมู่บ้านย่อมมีศิลปะและงานฝีมือ งานศิลปะที่ Wonderfruit ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ และมีการพัฒนาขึ้นมาโดยคำนึงถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับสภาพแวดล้อม (Site-Specific Installation) พร้อมชวนให้ผู้ชมเข้าไปมีส่วนร่วมกับงาน ปีนี้พบกับ อริญชย์ รุ่งแจ้ง กับผลงาน The Circle Upside Down โครงสร้างขนาดมหึมาที่สร้างขึ้นจากไม้ โลหะ หิน เชือก และไม้ไผ่ ซึ่งได้อิทธิพลจากการเคลื่อนที่ของแสงแดดและสายลม ดุษฎี ฮันตระกูล ศิลปินที่ชวนมองสิ่งของธรรมดาในมุมใหม่ โดยเปลี่ยนรูปทรงสิ่งของในชีวิตประจำวันให้เป็นประติมากรรมทองเหลืองรมดำใน For Going Out or Gardening ชวนให้เห็นความมหัศจรรย์ในสิ่งของคุ้นตารวมถึงสิ่งต่างๆ รอบตัว พินรี สัณฑ์พิทักษ์ ศิลปินร่วมสมัยชาวไทยที่มีผลงานอยู่ในคอลเล็กชันของ Museum of Modern Art (MoMA) ในนิวยอร์ก กับ Gathering Tables Wonderfruit ที่สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างอาหาร ศิลปะ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ผลงานชิ้นนี้สร้างพื้นที่สำหรับการมาพบปะ โดยเหล่า Wonderer จะได้มาทบทวนถึงความหมายของกิจวัตรอันเรียบง่ายอย่างการรวมตัว การแบ่งปัน และการแลกเปลี่ยนที่งานศิลปะหน้าตาเหมือนโต๊ะที่ทุกคนคุ้นเคย

ขณะที่ศิลปินชาวฟิลิปปินส์ Isabel และ Alfredo Aquilizan นำเสนองานประติมากรรมที่ทำหน้าที่เป็นทั้งนาฬิกาแดด และพื้นที่ให้ผู้คนมานั่งรวมตัวและชมพระอาทิตย์ตก สะท้อนแนวคิดว่าเวลาไม่มีจุดเริ่มต้นหรือสิ้นสุด แต่เป็นวัฏจักรที่เชื่อมโยงปัจจุบันเข้ากับความทรงจำในอดีตในผลงาน How Long After the Sunset Before It Gets Dark นอกจากนี้ยังมีงานศิลปะจากไม้ไผ่ที่ได้แรงบันดาลใจจากม้าหมุน ชวนให้ผู้คนเข้ามาเล่นร่วมกัน กับผลงานที่ชื่อ BamBoom! โดย Bamboo Studio Thammasat

ศิลปะยังชวนให้ตั้งคำถามกับกรอบความคิดและระบบสังคมที่สืบทอดกันมา ผ่านการแสดงและการเสวนาที่ Unconditional Space พื้นที่จัดกิจกรรมภายใต้แนวคิด Tropicality: New Beginnings ที่หยิบเรื่องราวและประวัติศาสตร์จากภูมิภาคเขตร้อนมาถ่ายทอด เพื่อเปิดมุมมองและความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ร่วมกัน พบกับ Miss Alien Trophy Wive$$$ Pageant โดย SMZW การแสดงตลกเสียดสีสุดแคมป์และแปลกประหลาด ที่สำรวจบทบาททางสังคมของชาวเควียร์ ความเป็นหญิงอันไร้ที่ติ และซอฟต์พาวเวอร์ที่แฝงมาในคราบของการยอมจำนน ขณะที่ A Storm That Took Everything โดย มนธิการ์ คำออน ผสานภาพยนตร์และการแสดงในรูปแบบของหนังกลางแปลง ชวนมองความตาย ความโศกเศร้า และการสูญเสียว่าเป็นเส้นทางสู่อิสรภาพและการเกิดใหม่

และหมู่บ้านย่อมมีผู้คน ศิลปิน นักดนตรี เชฟ และผู้ถ่ายทอดภูมิปัญญาต่างนำสิ่งที่ตนเองหลงใหลมาแบ่งปันที่ The Fields แต่สิ่งเหล่านี้จะค่อย ๆ มีความหมายขึ้นเมื่อผู้คนเข้ามารับฟัง แลกเปลี่ยน ลิ้มลอง เต้นรำ และใช้เวลาร่วมกัน เหล่าวันเดอเรอร์จึงเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะและเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละปี ทำให้ The Fields ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ที่รวบรวมกิจกรรมไว้ด้วยกัน แต่เป็นหมู่บ้านที่ค่อย ๆ เติบโตจากประสบการณ์ที่ผู้คนนำมาแบ่งปันและสร้างร่วมกัน

ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดโปรแกรมทั้งหมดและซื้อบัตรเข้างานได้ที่ www.wonderfruit.co/tickets

Wonderfruit Explores Our Shared Roots Through ‘Field Village’

– Wonderfruit introduces Field Village, a living landscape shaped by the artists, collaborators and Wonderers who gather here each year. November ticket sales open 3–9 November 2026.

Wonderfruit, Thailand’s annual celebration of culture, art, music and nature, returns for its 11th edition from 3–7 December 2026 at The Fields at Siam Country Club, Chonburi, Thailand. This year’s theme, Field Village, invites Wonderers to experience The Fields as a living village shaped by Mind, Nature and Sound, the three guiding principles at the heart of Wonderfruit since its beginning. Bringing together artists, collaborators and Wonderers from Thailand and around the world, Field Village is a place where cultures intersect, creativity flourishes and unexpected encounters offer new perspectives. Each person contributes to a village that continues to grow and evolve.

As Wonderfruit enters a new decade, Field Village offers an opportunity to return to our roots and reflect on the values and experiences we share as people. Through music, art, food, ancestral wisdom and a renewed commitment to caring for nature, Wonderfruit brings these connections to life, creating space for people to learn from one another and grow together.

Wonderfruit’s November Sale runs from 3–9 November 2026, beginning at 4PM BKK time (GMT+7) on 3 November. This is the final public ticket sale for Wonderfruit 2026. After the sale ends, tickets will only be available at the door at higher prices:

* 5-Day Full Pass: 3–7 December at THB 12,900

* Weekend Pass: Three days, with entry from 8AM on Saturday, 5 December, at THB 11,500

* Intro Pass: For first-time attendees at THB 4,500

* Youth Pass: For ages 20–24 at THB 3,900

* Family Pass: Pricing varies by family size

For the full program and tickets, visit www.wonderfruit.co/tickets.

The Field Village theme presents The Fields as a village where people gather to exchange ideas, knowledge and experiences. The village comes to life through nature, music, art, food and wellness activities, shaped by the people behind each experience and those who take part.

The Living Fields

Nature has always been an essential part of Wonderfruit, shaping how The Fields evolve. The forest is our teacher, doctor, kitchen, and friend, offering knowledge, nourishment, healing, and shelter. Since 2022, Wonderfruit has planted more than 100,000 trees, helping restore biodiversity and create a thriving landscape where nature, art, and community coexist.

Discover the four forests that nurture creativity at The Fields.

Ancestral Forest is home to wildlife and a place for people to gather, where art, sound and nature coexist. Grown using the Miyawaki method, the forest has winding paths that lead through native plants and art installations, offering opportunities to explore and experience nature in different ways. Yang Na Forest is a young woodland grown from the seeds of Wonderfruit’s Mother Tree. As the trees mature, their canopies may develop crown shyness, a natural phenomenon in which neighboring treetops leave space between one another, reminding us that growing together also means giving each other room to thrive. At Medicinal Plant Village, six wooden huts introduce Thai medicinal herbs and time-honored healing practices passed down through generations. Meanwhile, Suan Somrom draws on an ancient orchard-garden tradition from Southern Thailand, where fruit trees, timber trees, leafy plants and other vegetation grow together in the same space, creating a diverse landscape that flourishes naturally.

Food

A village needs food to sustain life. Beyond nourishment, food carries stories of a community’s history, identity, and culture from past to present. This year, Wonderfruit explores culinary wisdom through recipes and cooking traditions, turning the table into a place for gathering and sharing stories. At Wonder Kitchen, chefs reveal the people, ingredients and origins behind each dish. This year’s guiding concept, The Grounded Kitchen, draws inspiration from field research and documentation developed in collaboration with Samrub Samrub Thai, exploring the culinary traditions and local ingredients of Chonburi and Rayong. Chefs from Pimali Foundation, Samuay and Sons, 80/20, and SOMSAK bring the concept to life, each interpreting it through their own approach to food.  

Chef Prin Polsuk, Mint–Thanyaporn Jarukittikun and their Samrub Samrub Thai team share eastern Thailand’s seasonal ingredients and traditional cooking methods through dining experiences and workshops. Their multi-course chef’s table experience, Samrub Burapha: Ecosystem of the East — The Dinner Experience, tells the story of the region’s natural landscape and food culture through each dish. Two workshops offer a closer look at these traditions. In Flavours of Eastern Nature: Krabok & Karang, local experts teach Wonderers to make karang, a traditional Thai side dish made from preserved krabok seeds, which are mixed with steamed rice for their rich, nutty aroma. The Taste of the Eastern Forest invites Wonderers to smell, taste and identify the native herbs that have long shaped eastern Thailand’s cooking.

Wellness

A village shares wisdom and ways of caring for mind and body. Wonderfruit brings together practitioners from Thailand and around the world to share different approaches to well-being. Through specially curated Journeys, Wonderers can take part in paid guided experiences designed to explore The Fields in greater depth, alongside free activities at Wonderness. Surrounded by nature, Wonderness offers a peaceful space to rest, reflect and reconnect. This year’s theme, Rooted in the Inner Axis, explores inner balance and a deeper understanding of the self, with an opening ceremony marking the start of the program.

Among the workshops is Re-calling the Khwan of All Things by Conscious Movement Collective, which combines movement and shared ritual to explore the traditional Thai belief in khwan, the life essence believed to reside within living things. The experience invites participants to reconnect with themselves and find a sense of grounding. If I Were a Tree: Exploring the Self and Nature Through Movement, guided by choreographer Song Ravinan, offers another way to connect with nature through an imaginative journey from seed to tree, using movement to explore the relationship between the self and the natural world. The workshop Ancient Resonance: Cacao & Animal Archetype Sound Expressions by Kokomary & Temp. in Sept invites Wonderers to ground themselves in the present through deep listening, bringing together handcrafted ceramic instruments inspired by ancient forms, contemporary ambient soundscapes and breathwork. Meanwhile, Superflow: Fluid Yoga to Honor the Oceans Inside and Out by Eoin Finn of Blissology explores our connection with water through yoga and ocean-inspired movement.

Related Articles

[td_block_social_counter facebook="tagdiv" twitter="tagdivofficial" youtube="tagdiv" style="style8 td-social-boxed td-social-font-icons" tdc_css="eyJhbGwiOnsibWFyZ2luLWJvdHRvbSI6IjM4IiwiZGlzcGxheSI6IiJ9LCJwb3J0cmFpdCI6eyJtYXJnaW4tYm90dG9tIjoiMzAiLCJkaXNwbGF5IjoiIn0sInBvcnRyYWl0X21heF93aWR0aCI6MTAxOCwicG9ydHJhaXRfbWluX3dpZHRoIjo3Njh9" custom_title="Stay Connected" block_template_id="td_block_template_8" f_header_font_family="712" f_header_font_transform="uppercase" f_header_font_weight="500" f_header_font_size="17" border_color="#dd3333"]

Latest Articles