EVAT และ GIZ จับมือ TDRI จัดงานสัมมนาด้านแบตเตอรี่ครั้งใหญ่ ร่วมพัฒนาแนวทางจัดการแบตฯ รถไฟฟ้า

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย นำโดยนายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมฯ ได้ร่วมเป็นประธานใน พิธีเปิดงานประชุมเผยแพร่ผลการศึกษา “ความเป็นไปได้ในการจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่และโรงงานระบบกักเก็บพลังงานมือสองจากแบตเตอรี่ของยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้งานแล้วในประเทศไทย” ภายใต้แนวคิด “จากผลการศึกษา สู่การขับเคลื่อนจริง: การสร้างระบบนิเวศรีไซเคิลแบตเตอรี่และพลังงานหมุนเวียนของไทย” เป็นส่วนหนึ่งของงาน Unlocking Thailand’s Battery Circularity Transition: From Second Life and Recycling to Sustainable Financing จัดขึ้นระหว่าง 5 และ 8 ตุลาคม 2569 ภายใต้โครงการความร่วมมือไทย-เยอรมันด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (TGC EMC) โดยเป็นเวทีเเลกเปลี่ยนมุมมองและหารือร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน สถาบันวิชาการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่แบตเตอรี่ เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางการจัดการแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืนสำหรับประเทศไทย

การประชุมวันที่ 5 ตุลาคม 2569 มุ่งนำเสนอและหารือผลการศึกษาความเป็นไปได้ด้านเทคนิคและเศรษฐศาสตร์ของการรีไซเคิลแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน จัดขึ้นที่โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพ ซึ่งงานนี้เกิดจากความร่วมมือกัน ระหว่างสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

ผศ.ดร.อุเทน สุปัตติ หัวหน้าโครงการ EVAT TGC-EMC และอุปนายก ฝ่ายวิชาการ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย

ผศ.ดร.อุเทน สุปัตติ หัวหน้าโครงการ EVAT TGC EMC และอุปนายก ฝ่ายวิชาการ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมระบบรองรับแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่จะทยอยพ้นจากการใช้งานในรถยนต์ ทั้งการประเมินสภาพเพื่อคัดเลือกแบตเตอรี่ที่ยังมีศักยภาพสำหรับการนำไปใช้ต่อเป็นระบบกักเก็บพลังงาน และการนำแบตเตอรี่ที่สิ้นสุดการใช้งานเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างเหมาะสม

“หากประเทศไทยขาดการเตรียมความพร้อม อาจเกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสูญเสียโอกาสในการนำทรัพยากรที่มีมูลค่ากลับมาใช้ประโยชน์ ผลการศึกษาครั้งนี้จึงไม่ได้มองเฉพาะเทคโนโลยีรีไซเคิล แต่พิจารณาครอบคลุมถึงปริมาณแบตเตอรี่ที่สามารถรวบรวมเข้าสู่ระบบได้จริง ตลาดของระบบกักเก็บพลังงาน ตลาดรองรับวัสดุที่กู้คืน ตลอดจนต้นทุนด้านการรวบรวม ขนส่ง และจัดการแบตเตอรี่อย่างปลอดภัย”

นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย

นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย แต่การเปลี่ยนผ่านจะเกิดความยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อประเทศไทยมีระบบจัดการแบตเตอรี่ที่ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การใช้งาน การรับคืน การประเมินสภาพ การนำไปใช้ต่อ จนถึงการรีไซเคิลและการจัดการวัสดุที่เหลืออย่างปลอดภัยและตรวจสอบได้

“งานวันนี้ถือเป็น ‘กระดุมเม็ดแรก’ ของการสร้างระบบนิเวศแบตเตอรี่ (Battery Ecosystem) ที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเตรียมความพร้อมรองรับแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต และเปลี่ยนความท้าทายด้านการจัดการแบตเตอรี่ให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ”

ผลการศึกษาชี้ ปริมาณแบตเตอรี่ที่พ้นจากการใช้งานจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ผลการศึกษาคาดการณ์ว่า ปริมาณแบตเตอรี่ทุกชนิดที่ศึกษาและพ้นจากการใช้งานในยานยนต์จะเพิ่มจากประมาณ 1.4 กิกะวัตต์ชั่วโมง หรือ 9,349 ตันในปี 2573 เป็นประมาณ 9.8 กิกะวัตต์ชั่วโมง หรือ 73,855 ตันในปี 2581 ประเทศไทยจึงต้องเตรียมระบบรับคืน คัดกรอง เก็บรักษา ขนส่ง และจัดการแบตเตอรี่ที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม พร้อมนำทรัพยากรที่มีมูลค่ากลับมาใช้ประโยชน์

สำหรับการนำแบตเตอรี่ไปใช้เป็นระบบกักเก็บพลังงานในระยะที่สอง (Second Life) ผลการศึกษาชี้ว่า จำเป็นต้องพิจารณาประวัติการใช้งาน ข้อมูลจากระบบจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System: BMS) และผลการทดสอบสุขภาพแบตเตอรี่ (State of Health: SoH) เนื่องจากแบตเตอรี่ที่พ้นจากการใช้งานในยานยนต์ไม่ได้เหมาะสมสำหรับการนำไปใช้ต่อทุกก้อน โดยแบตเตอรี่ที่ผ่านเกณฑ์จึงจะสามารถนำไปใช้ต่อได้ ขณะที่แบตเตอรี่ที่ไม่ผ่านเกณฑ์หรือสิ้นสุดอายุการใช้งานควรเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลที่ได้มาตรฐานและสามารถตรวจสอบปลายทางได้

ด้านความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ผลการศึกษาพบว่า การจัดตั้งโรงงานรีไซเคิลเพียงอย่างเดียวอาจมีข้อจำกัดด้านความคุ้มค่าภายใต้สมมติฐานที่ศึกษา ขณะที่รูปแบบธุรกิจที่บูรณาการตั้งแต่การคัดแยก การนำแบตเตอรี่ที่เหมาะสมไปผลิตระบบกักเก็บพลังงาน และการรีไซเคิลแบตเตอรี่ที่ไม่เหมาะสมต่อการใช้งานต่อ มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับปริมาณและชนิดของแบตเตอรี่ที่สามารถรวบรวมได้จริง รวมถึงตลาดระบบกักเก็บพลังงานและตลาดรองรับวัสดุที่กู้คืนจากกระบวนการรีไซเคิล

เสวนากลุ่ม (Panel Discussion จากซ้ายไปขวา ได้แก่ คุณกัลยภรณ์ อึ้งสมรรถโกษา กรรมการกำกับดูเเลโครงการ TGC EMC สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย, คุณสุทธิเกตติ์ ทัดพิทักษ์กุล รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, คุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย, คุณกรวิภา ชัยประทีป รองกรรมการผู้จัดการ SK tes Thailand, คุณจักรกฤต จันทร์แก้ว Manager, Capital Project and Infrastructure บริษัท ไพร้วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ เอฟเอเอส จำกัด (PwC FAS) และผู้ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.กิตติ์ชนน เรืองจิรกิตติ์ เหรัญญิก สมาคมยานยนต์ไฟฟ้า)

ระดมมุมมองภาครัฐ–เอกชน สู่การขับเคลื่อนระบบนิเวศแบตเตอรี่ของไทย

นอกจากการนำเสนอผลการศึกษาโดยคณะที่ปรึกษาจาก TDRI แล้ว ภายในงานยังมีการเสวนาในหัวข้อ “จากผลการศึกษา สู่การขับเคลื่อนจริง: การสร้างระบบนิเวศรีไซเคิลแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงานของไทย” ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.กิตติ์ชนน เรืองจิรกิตติ์ กรรมการและเหรัญญิก สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย

การเสวนาประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและภาคเอกชน ได้แก่ นายสุทธิเกตติ์ ทัดพิทักษ์กุล รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, คุณกัลยภรณ์ อึ้งสมรรถโกษา กรรมการกำกับดูแลโครงการ TGC EMC สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย, คุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย, คุณกรวิภา ชัยประทีป รองกรรมการผู้จัดการ SK tes Thailand และ คุณจักรกฤต จันทร์แก้ว Manager, Capital Project and Infrastructure บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอฟเอเอส จำกัด (PwC FAS)

ผู้ร่วมเสวนาได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาส ความเป็นไปได้ และความท้าทายในการพัฒนาระบบนิเวศการจัดการแบตเตอรี่ในประเทศไทย รวมถึงแนวทางด้านนโยบาย กฎระเบียบ การลงทุน และกรณีศึกษาจากต่างประเทศ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้และต่อยอดสู่การพัฒนาระบบจัดการแบตเตอรี่ของประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ

การศึกษาครั้งนี้จะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับภาครัฐ ภาคธุรกิจ และนักลงทุนในการวางแผนนโยบายและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่ปลายอายุการใช้งาน ขณะเดียวกัน EVAT พร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการเงิน และภาควิชาการ เพื่อผลักดันข้อเสนอจากการศึกษาไปสู่กฎหมาย มาตรฐาน การลงทุน และโครงการที่สามารถดำเนินการได้จริง

ทั้งนี้ ความสำเร็จของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนด้านแบตเตอรี่ไม่ควรวัดจากจำนวนโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่าเราสามารถรับคืนและจัดการแบตเตอรี่ได้อย่างปลอดภัย มีปลายทางที่ตรวจสอบได้ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นภายในประเทศได้มากเพียงใด

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยขอขอบคุณโครงการความร่วมมือไทย – เยอรมัน ด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ TGC EMC และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน หรือ GIZ สำหรับการสนับสนุน ตลอดจน TDRI และทุกภาคส่วนที่ร่วมดำเนินงานและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อร่วมกันวางรากฐานระบบนิเวศแบตเตอรี่หมุนเวียนของประเทศไทยให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

Related Articles

[td_block_social_counter facebook="tagdiv" twitter="tagdivofficial" youtube="tagdiv" style="style8 td-social-boxed td-social-font-icons" tdc_css="eyJhbGwiOnsibWFyZ2luLWJvdHRvbSI6IjM4IiwiZGlzcGxheSI6IiJ9LCJwb3J0cmFpdCI6eyJtYXJnaW4tYm90dG9tIjoiMzAiLCJkaXNwbGF5IjoiIn0sInBvcnRyYWl0X21heF93aWR0aCI6MTAxOCwicG9ydHJhaXRfbWluX3dpZHRoIjo3Njh9" custom_title="Stay Connected" block_template_id="td_block_template_8" f_header_font_family="712" f_header_font_transform="uppercase" f_header_font_weight="500" f_header_font_size="17" border_color="#dd3333"]

Latest Articles