27.8 C
Bangkok
Thursday, July 25, 2024
https://www.thaihonda.co.th/honda/
https://www.mercedes-benz.co.th/th/passengercars/finance/offers.html?gagcmid=GA_16621475037_153239610427_662308114214&gad_source=1&gclid=Cj0KCQjwir2xBhC_ARIsAMTXk857jTSdUXpkaXpWmnd52hYaIiSYB7ZK87GyAU_rQMaBpJNjvCX4NOoaAkfEEALw_wcB&gclsrc=aw.ds#contact
https://www.bitec.co.th/th/event/fast-auto-show-thailand-2024
https://www.thaihonda.co.th/honda/
benz900x192px_1
Fast Auto Show Thailand 2024
previous arrow
next arrow

เผยโฉม New Continental GT Speed สุดยอดแกรนด์ทัวเรอร์เจนฯ ใหม่ ทรงสมรรถนะที่สุดของ Bentley

ครูว์ : เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เผยโฉม New Continental GT Speed สุดยอดแกรนด์ทัวเรอร์โฉมใหม่ เจเนอเรชันที่ 4 หลังจาก 21 ปีแห่งการถือกำเนิดอัครยนตรกรรมตระกูล Continental GT พร้อมกำหนดนิยามใหม่แห่งการผสมผสานสมรรถนะระดับซุปเปอร์คาร์ ความหรูหราในแบบฉบับงานฝีมือ และการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบเหนือระดับ

สำหรับการเปิดรับคำสั่งจอง New Continental GT Speed เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย มอบขอเสนอที่ดีที่สุดสำหรับการสั่งจองรถยนต์เบนท์ลีย์รุ่น New Continental GT Speed ดังนี้:

– รุ่น New Continental GT Speed ราคาเริ่มต้นที่ 26.9 ล้านบาท

– รุ่น New Continental GT Convertible Speed ราคาเริ่มต้นที่ 29.5 ล้านบาท

ผู้ครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์จาก เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด รับเอกสิทธิ์การบริการหลังการขายมาตรฐานโรงงานผู้ผลิตด้วยการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดที่ ‘นานที่สุด’ ถึง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) การรับประกันโดยโรงงานผู้ผลิตและบริการผู้ช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง (24-hour Bentley Roadside Assistance) นาน 3 ปีเต็ม พร้อมรับสิทธิ์การต่อการรับประกันโดยโรงงานผู้ผลิต (Bentley Extended Warranty) สูงสุด 4 ปี

การออกแบบภายนอกและภายในห้องโดยสารใหม่ทั้งหมด มาพร้อมกับรายละเอียดที่ร่วมสมัยตาม DNA การออกแบบใหม่ของรุ่น Bentley Bacalar และ Bentley Batur สมรรถนะโดดเด่นมาจากขุมพลังแบบ Ultra Performance Hybrid ใหม่ มอบพละกำลังกว่า 782 แรงม้า แรงบิด 1,000 นิวตันเมตรจากเครื่องยนต์รุ่น V8 ขนาด 4.0 ลิตรที่ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 190 แรงม้า ผลลัพธ์ที่ได้ คือ อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร ใน 3.2 วินาที มีพิสัยการเดินทางด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนกว่า 81 กิโลเมตร ระยะทางรวมกว่า 859 กิโลเมตร ตอกย้ำความเป็นซุปเปอร์คาร์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ประสิทธิภาพแห่งขุมพลังเครื่องยนต์ มาพร้อมกับระบบแชสซีใหม่ด้วยถุงลมคู่ใหม่ที่จับคู่กับแดมเปอร์วาล์วคู่ใหม่ พร้อมด้วย Bentley Dynamic Ride (ระบบควบคุมการเข้าโค้งแบบแอคทีฟด้วยไฟฟ้าขนาด 48 โวลต์) เฟืองท้ายไฟฟ้า (eLSD) และระบบควบคุมแรงบิดขณะเข้าโค้ง พร้อมด้วยประสิทธิภาพการขับขี่ที่น่าทึ่งและความสบายในการขับขี่ที่ดีที่สุดในปัจจุบันอันเป็นผลลัพธ์มาจากการถ่ายเทน้ำหนักของรถขับเคลื่อนล้อหลังแบบ 49:51 ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของรถยนต์

ชุดเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัยมอบความประสิทธิภาพในการขับขี่ที่เหนือชั้นเพื่อให้ทุกการเดินทางเป็นประสบการณ์ที่ราบรื่นด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ระบบความบันเทิงภายในห้องโดยสาร และการเชื่อมต่อระบบภายในรถยนต์

การออกแบบภายนอกใหม่ถือเป็นการปฏิวัติการออกแบบอัครยนตรกรรมเบนท์ลีย์ในอนาคตด้วยผลิกโฉมการออกแบบ Continental GT ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบสองทศวรรษ และถือเป็นอัครยนตรกรรมรุ่นเรือธงรุ่นแรกที่มีไฟหน้าแบบเดี่ยวนับตั้งแต่ปี 2493

มากไปกว่านั้น การออกแบบภายในห้องโดยสารด้วยวัสดุ คุณภาพ และงานฝีมือชั้นสูง ยังนำเทคโนโลยีเบาะนั่งเพื่อสุขภาพ ระบบฟอกอากาศแบบใหม่ พื้นผิวหนังขึ้นรูปแบบ 3 มิติ การควิลท์แบบร่วมสมัย และการตกแต่งทางเทคนิค เช่น โครเมียมเฉดสีใหม่มาเติมเต็มความเป็นที่สุดให้กับอัครยนตรกรรมรุ่นนี้

ระบบไฟฟ้าขนาด 400 โวลต์ใหม่และเทคโนโลยีขุมพลังที่ล้ำสมัยที่สุดที่ในปัจจุบันมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต่ำที่สุดเพียง 29 กรัม ต่อ กิโลเมตร พร้อมพิสัยการเดินทางด้วยพลังงานไฟฟ้ากว่า 81 กิโลเมตร (WLTP)

นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเบนท์ลีย์ที่อัครยนตรกรรมแบบคูเป้ รุ่น Continental GT และรุ่น Continental GTC แบบเปิดประทุนจะเปิดตัวพร้อมกันเพื่อให้ลูกค้าได้มีโอกาสเลือกครอบครองอัครยนตรกรรมที่จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตนเองให้ได้มากที่สุด

New Continental GT และ New Continental GTC จะถูกประกอบขึ้นด้วยช่างฝีมือทั้งหมด ณ Bentley’s Dream Factory เมืองครูว์ ประเทศอังกฤษ โดยจะเริ่มต้นสายการผลิตและการส่งมอบภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

ขุมพลัง The Ultra Performance Hybrid

สำหรับ Continental GT Speed โฉมใหม่ มาพร้อมกับขุมพลังแบบ Ultra Performance Hybrid ใหม่ที่ได้รับการพัฒนา โดยขุมพลังดังกล่าวผสานเครื่องยนต์รุ่น V8 ขนาด 4.0 ลิตรใหม่ที่สามารถผลิตพละกำลังกว่า 600 แรงม้าเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า พละกำลัง 190 แรงม้า มอบพละกำลังสูงสุด 782 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมง ใน 3.2 วินาที และความเร็วสูงสุดที่ 335 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมง

แรงบิดได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 11 เมื่อเทียบกับ Continental GT Speed ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์รุ่น W12 จาก 900 นิวตันเมตร เป็น 1,000 นิวตันเมตร พละกำลังเพิ่มขึ้นกว่า 19% จาก 659 แรงม้า เป็น 782 แรงม้า ซึ่งทำให้ Continental GT Speed ใหม่เป็นอัครยนตรกรรมเบนท์ลีย์ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งเหนือกว่ารุ่น Supersports รุ่นที่ 2 และอัครยนตรกรรมออกแบบพิเศษรุ่น Batur

พละกำลังจะถูกส่งผ่านระบบส่งกำลังแบบคลัตช์คู่ 8 สปีดและเฟืองท้ายแบบไฟฟ้า (eLSD) ไปยังล้อทั้ง 4 เพื่อการจ่ายกำลังที่ยอดเยี่ยมและการยึดเกาะถนนที่มั่นคงที่สุดในทุกสภาพถนน

ระบบจะควบคุมการไหลของพลังงานตามโหมดที่เลือก สำหรับโหมดไฟฟ้าจะเป็นการเพิ่มพลังงานไฟฟ้า การเบรกแบบจ่ายพลังงานใหม่ และที่สำคัญที่สุดสำหรับรุ่น Continental GT Speed ใหม่ คือ โหมดชาร์จที่เครื่องยนต์จะขับเคลื่อนล้อและชาร์จแบตเตอรี่ในเวลาเดียวกัน

ขุมพลังใหม่มอบสมรรถนะขั้นสูงสุด ทำให้ Continental GT รุ่นล่าสุดแตกต่างจากยนตรกรรมสปอร์ตหรูรุ่นอื่นๆ ด้วยแรงม้าและแรงบิดที่มากขึ้น พร้อมประสิทธิภาพลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และอัตราการลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อยู่ที่ประมาณหนึ่งในสิบของเครื่องยนต์เบนซินทั่วไป ในทางกลับกัน เครื่องยนต์แบบไฮบริดสมรรถนะสูงจะมอบความสามารถในการขับขี่ที่หลากหลาย ตั้งแต่สมรรถนะขั้นสูงสุดไปจนถึงการขับขี่เงียบสงบด้วยพลังงานไฟฟ้า

ผลจากการผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์รุ่น V8 และพลังงานไฟฟ้า Continental GT โฉมใหม่จึงสามารถส่งมอบพละกำลังและแรงบิดที่ได้รับการพัฒนาตลอดทุกช่วงรอบ ซึ่งรวมถึงการเสริมพลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อการเร่งความเร็วที่มีเสถียรภาพตั้งแต่ย่านความเร็วต่ำและตลอดช่วงกลาง พร้อมด้วยสมรรถนะที่เพิ่มขึ้นจากเครื่องยนต์รุ่น V8 ที่ย่านความเร็วที่สูงขึ้น   

สำหรับการขับขี่ในโหมดไฟฟ้า โหมดนี้จะช่วยให้ผู้ขับขี่เพลิดเพลินกับการขับขี่ที่เงียบสงบและต่อเนื่อง โดยในโหมดไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบ มอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวสามารถผลิตพละกำลังได้ 190 แรงม้า แรงบิด 450 นิวตันเมตร ซึ่งผู้ขับขี่สามารถขับขี่ด้วยความเร็วสูงสุด 140 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมง และสามารถชาร์จแบตเตอรี่เต็มได้ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงครึ่งด้วยการพัฒนาขั้นสูงของเครื่องชาร์จและความจุของแบตเตอรี่ด้วยกำลังชาร์จสูงสุด 11 กิโลวัตต์

แชสซีที่มีประสิทธิภาพสูง

New Continental GT Speed และ New Continental GTC Speed รุ่นใหม่มาพร้อมกับประสิทธิภาพในการขับขี่จาก Bentley Performance Active Chassis แชสซีใหม่ที่รวมเอาระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบแอคทีฟ เฟืองท้ายแบบไฟฟ้า ระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้อ ระบบควบคุมแรงบิดขณะเข้าโค้ง ระบบป้องกันการโคลงตัวด้วยไฟฟ้าขนาด 48 โวลต์ หรือ Bentley Dynamic Ride และซอฟต์แวร์ควบคุม ESC รุ่นใหม่เข้าไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ ตัวรถยังได้รับการติดตั้งระบบแดมเปอร์วาล์วคู่ใหม่และถุงลมคู่ ผลลัพธ์ที่ได้ คือ อัครยนตรกรรมสปอร์ตคูเป้รุ่นใหม่ที่ผสมผสานสมรรถนะ ประสิทธิภาพในการควบคุม และความสะดวกสบายเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างน่าประทับใจ

ความสามารถด้านไดนามิกโดยรวมและประสิทธิภาพในการบังคับเลี้ยวได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นด้วยการกระจายน้ำหนักที่สมบูรณ์ของรถแบบ 50:50 ซึ่งเป็นผลมาจากการวางตำแหน่งที่มีประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ไฮบริด การกระจายน้ำหนักทำให้รถมีความสมดุลระหว่างการขับขี่แบบไดนามิก และช่วยให้สามารถเข้าถึงรูปแบบการขับขี่ได้หลากหลายยิ่งขึ้น และด้วยระบบ ESC ขั้นสูงที่ทำงานอย่างเต็มที่ ทำให้ New Continental GT Speed สามารถควบคุมการยึดเกาะถนนเพื่อยับยั้งการโอเวอร์สเตียร์ นอกจากนี้ ระบบ ESC ยังสามารถปิดได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อผู้ขับขี่สามารถปรับท่าทางในการเข้าโค้งของตัวรถให้สมดุลเพื่อให้ได้ประสบการณ์การขับขี่ที่ไดนามิกที่สุด

ระบบแชสซีใหม่จะทำให้การใช้โหมดความสะดวกสบายนั้นสะดวกสบายยิ่งขึ้น และโหมดสปอร์ตก็สามารถควบคุมตัวรถได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การออกแบบที่เน้นเส้นสายแห่งพลังและความร่วมสมัย

New Continental GT Speed ใหม่ยังคงรักษาเอกลักษณ์เส้นสายการออกแบบหลัก 3 เส้นสายตั้งแต่การออกแบบรุ่น R-Type Continental ในปี 2495

New Continental GT Speed เจเนอเรชันที่ 4 ดำเนินรอยตามดีเอ็นเอการออกแบบอัครยนตรกรรมแบบ 2 ประตูยุคใหม่ด้วยแรงบรรดาลใจจากท่าทางของสัตว์ดุร้ายที่กำลังพักผ่อน เส้นสายของกล้ามเนื้อที่ผ่อนคลาย ความมั่นใจ ความเข้มแข็ง และทรวดทรงของบั้นท้ายที่แข็งแกร่งและความชัดเจนที่บ่งบอกถึงพลังที่ซ่อนอยู่ภายใน โดยภาพที่นักออกแบบของเบนท์ลีย์นึกถึง คือ เสือหมอบที่สงบนิ่งและสุขุม แต่พร้อมที่จะปลดปล่อยพลังอันเหลือเชื่อได้ทุกเวลาเมื่อออกล่า

ด้านหน้าของตัวรถได้รับแรงบันดาลใจจากความสง่างามของม้า ซึ่งตอกย้ำความเป็นสุดยอดแกรนด์ทัวเรอร์สุดหรูรุ่นนี้ พร้อมกับฝากระโปรงหน้าแบบทอดยาวตลอดแนวหลังคาที่จะสร้างเส้นแนวนอนที่แข็งแกร่งผ่านตัวรถ บ่งบอกถึงเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะสูงและความเร็วที่แท้จริง

ตัวรถทั้งคันได้รับการรังสรรค์ขึ้นอย่างหมดจด ด้วยรอยต่อบนพื้นผิวที่น้อยลง ทำให้เผยให้เห็นถึงทรวดทรงและรูปร่างที่ประณีตยิ่งขึ้น ด้านหน้าของตัวรถได้รับการออกแบบใหม่ ตั้งแต่ชุดแต่งตัวถังไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมาสำหรับรุ่น Continental GT นั้นก็คือการตกแต่งด้วยไฟหน้าแบบเดี่ยว การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้รูปลักษณ์ของ Continental GT ใหม่มีการแสดงออกที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากการแสดงออกที่ชัดเจนของเสือนักล่า

New Continental GT มาพร้อมกับไฟหน้าในลักษณะ ‘คิ้ว’ แนวนอนใหม่ พร้อมด้วยเอฟเฟกต์เพชรเจียระไนด้านบนกรอบไฟ และหลอดไฟสำหรับการส่องสว่างด้านล่างที่ไฟหน้า LED แบบเมทริกซ์ประกอบไปด้วยไฟ LED แยกกันจำนวนกว่า 120 ดวงที่ได้รับการควบคุมแบบดิจิทัลสำหรับไฟต่ำไปจนถึงการเพิ่มกำลังไฟสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของหลอดไฟโดยที่ลำแสงหลักจะขยายขอบเขตการส่องสว่างให้กว้างมากยิ่งขึ้น และมีการหรี่แสงที่ดีขึ้น ซึ่งทำให้การเปลี่ยนจากบริเวณที่มีแสงสว่างไปยังบริเวณที่ไม่มีแสงสว่างค่อยเป็นค่อยไป การมองถนนเบื้องหน้าจึงมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้นและให้ประสบการณ์การขับขี่ที่ผ่อนคลายโดยปราศจาก “หลุมดำ” ในขอบเขตของการมองเห็น

ด้านท้ายตัวรถยังได้รับการออกแบบใหม่ตั้งแต่กันชน ไฟท้าย ฝากระโปรงท้าย และท่อไอเสีย ฝากระโปรงท้ายถูกออกแบบให้มีรูปแบบแอโรไดนามิกเพื่อเสริมแรงกดด้านหลังโดยไม่จำเป็นต้องเปิดใช้สปอยเลอร์ พร้อมกับกันชนที่ได้รับการออกแบบให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยการเน้นความกว้างของตัวรถ ในขณะที่ตัวรถยังดูสะอาดตาและมีการตกแต่งที่น้อยลง

ไฟท้ายมาพร้อมกับการออกแบบใหม่ที่น่าทึ่งด้วยกราฟิกที่กว้างขึ้นทอดยาวไปถึงฝากระโปรงหลัง ขอบไฟยื่นออกมาจากช่องเก็บสัมภาระ พร้อมกับภายในที่ตกแต่งด้วยลวดลายเพชรแบบ 3 มิติทอดยาวตลอดรูปทรง โดยเมื่อส่องสว่าง ส่วนปลายของเพชรจะเห็นได้อย่างเด่นชัด ทำให้เกิดเอฟเฟกต์ภาพเสมือนลาวาหลอมเหลว

ล้ออัลลอยด์ขนาด 22 นิ้วใหม่มีการออกแบบที่โดดเด่นด้วยแรงบันดาลใจจากเสือ โดยมี ‘กรงเล็บ’ ของล้ออัลลอยด์ที่จะสัมผัสไปตามพื้นถนน รูปแบบล้ออัลลอยด์แบบใหม่มีให้เลือกทั้งในโทนเฉดสีเข้มแบบมัน-เงา เฉดสีดำเงา หรือเฉดสีเงิน

บรรทัดฐานใหม่ของการออกแบบภายในห้องโดยสาร

อัครยนตรกรรมในตระกูล Continental GT มีการตกแต่งภายในที่สวยงามที่สุดในโลก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสุดยอดหัตถศิลป์จากทีมช่างฝีมือมากทักษะ ณ โรงงานเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เมืองครูว์ ประเทศอังกฤษ

ภายในห้องโดยสารของแกรนด์ ทัวเรอร์ โฉมใหม่ตกแต่งด้วยลวดลายการควิลท์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการออกแบบแฟชั่นแบบร่วมสมัยบริเวณเบาะโดยสารและประตูห้องโดยสาร และด้วยการแกะสลักงานควิลท์ การปรุสีซีด และการปักควิลท์แบบใหม่ บรรยากาศภายห้องโดยสารจึงเป็นเหมือนสภาพแวดล้อมของรังไหมให้ทุกการเดินทางพิเศษกว่าที่เคย

เบาะโดยสารแบบปรับได้ 20 ทิศทางใน Continental GT โฉมใหม่ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในกลุ่มยนตรกรรมหรูมาอย่างยาวนานในด้านความสะดวกสบายและความประณีต ซึ่งเบาะโดยสารเพื่อสุขภาพที่มาพร้อมกับระบบปรับท่าทางและระบบปรับอุณหภูมิแบบอัตโนมัติสำหรับเบาะโดยสารคู่หน้านี้จะช่วยลดความเมื่อยล้าและมอบความผ่อนคลายในระหว่างการเดินทาง

อีกทั้ง การตกแต่งแบบ Dark Chrome จะมอบความสวยงามที่ร่วมสมัยยิ่งขึ้น และทำให้ห้องโดยสารดูมีเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะการตกแต่งในบริเวณมือจับประตู สวิตช์ หน้ากากของลำโพง และพื้นที่บริเวณโดยรอบห้องโดยสาร ซึ่งแผนก Mulliner แผนกออกแบบพิเศษของเบนท์ลีย์ มอเตอร์สสามารถรังสรรค์คุณสมบัติพิเศษที่จะช่วยให้อัครยนตรกรรมรุ่นล่าสุดมีความเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้นได้

ระบบเสียงใน Continental GT โฉมใหม่ มีให้เลือก 3 แบบด้วยกันกับระบบเสียงมาตรฐานที่ประกอบไปด้วยลำโพงจำนวน 10 ตัว ขนาด 650 วัตต์ และระบบเสียงจาก Bang & Olufsen ที่ประกอบไปด้วยลำโพงจำนวน 16 ตัว ขนาด 1,500 วัตต์ ตกแต่งด้วยหน้ากากลำโพงเรืองแสงสำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบแนวไลฟ์สไตล์ และปิดท้ายด้วยระบบเสียงจาก Naim ขนาด 2,200 วัตต์ พร้อมด้วยลำโพงจำนวน 18 ตัว และเครื่องแปลงความถี่เสียง Active Bass Transducers ที่ติดตั้งอยู่ภายในเบาะโดยสารคู่หน้าและโหมดเสียง 8 โหมดสำหรับผู้ที่หลงรักในเสียงเพลงอย่างแท้จริง ทั้งนี้ กระจกกันเสียงแบบลามิเนตยังติดตั้งสำหรับกระจกบังลมและหน้าต่างด้านข้างเพื่อลดเสียงรบกวนจากภายนอก สามารถลดลงได้ 9 เดซิเบลเมื่อเทียบกับกระจกแบบธรรมดา            

Continental GT ใหม่ ยังคงนำเสนอนวัตกรรมหน้าจอแสดงผลแบบหมุนได้อันเป็นเอกลักษณ์ของเบนท์ลีย์ ซึ่งเป็นหน้าจอแสดงผล 3 ด้านที่ประกอบด้วยจอแสดงผลระบบสัมผัสความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้ว หน้าปัดแอนะล็อกสุดคลาสสิก 3 หน้าปัด และด้านที่บุด้วยแผ่นไม้วีเนียร์ที่งดงาม ผู้ขับขี่สามารถเลือกเปลี่ยนทั้ง 3 ด้านได้ด้วยการกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว

ระบบไฟหลากสีภายในห้องโดยสาร (Mood Lighting) ยังตกแต่งรอบห้องโดยสารเพื่อสร้างเอฟเฟกต์แบบรังไหม โดยผู้ขับขี่สามารถเลือกเฉดสีของแสงไฟได้กว่า 30 เฉดสี

การรังสรรค์ด้วยเฉดสีที่โดดเด่น

สำหรับการรังสรรค์ New Continental GT ตัวเลือกใหม่สำหรับเฉดสีภายนอกและภายในห้องโดยสารจะถูกเพิ่มเข้าไปในชุดสีเดิมที่หลากหลายอยู่แล้วเพื่อการรังสรรค์อัครยนตรกรรมได้อย่างไร้ข้อจำกัด

เฉดสีที่โดดเด่นรวมถึงหนังเฉดสีเทา Gravity Grey ใหม่ ซึ่งมาพร้อมกับเฉดสีภายนอกแบบเมทัลลิกสุดลึกล้ำที่ดูแข็งแกร่ง พร้อมเผยให้เห็นเฉดสีทองแดงแบบเมทัลลิกเมื่อกระทบกับแสงแดด

Continental GT โฉมใหม่เปิดตัวในเฉดสีเขียว Tourmaline Green ซึ่งเป็นการตีความสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของเบนท์ลีย์ที่สดใสและร่วมสมัย ทั้งยังเป็นการเผยความโดดเด่นของเบนท์ลีย์ยุคใหม่

เทคโนโลยีสุดล้ำสมัย

Continental GT และ GTC Speed รุ่นใหม่ได้รับการติดตั้งระบบไฟฟ้าเจเนอเรชันล่าสุด ซึ่งถือเป็นก้าวที่สำคัญในด้านเทคโนโลยีความบันเทิงภายในรถยนต์และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ชุดเทคโนโลยีเหล่านี้ถือเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดในกลุ่มยนตรกรรมหรู และมีการแข่งขันสูงในกลุ่มลูกค้าจากแบรนด์ในระดับเดียวกันที่หันมาสนใจในแบรนด์รถยนต์เบนท์ลีย์

การแสดงสภาพแวดล้อมบนแผงหน้าปัดสำหรับคนขับสามารถรองรับและเปิดใช้งานการขับขี่ในโหมดกึ่งช่วยเหลือ โดยระบบจะให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้ขับขี่ว่าควรจะตอบสนองต่อรถคันอื่นอย่างไร การรับรู้ของตัวรถเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมโดยรอบจะช่วยเสริมกับระบบช่วยจอดอัจฉริยะ ซึ่งเป็นระบบจอดรถด้วยตนเองรุ่นล่าสุดพร้อมด้วยระบบควบคุมความเร็ว อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยไม่ได้จำกัดเพียงแค่ในด้านการขับขี่เท่านั้น แต่ระบบปรับอากาศยังได้รับการพัฒนาเพื่อคุณภาพของอากาศภายในห้องโดยสารด้วยเครื่องฟอกอากาศ ตัวกรองอนุภาคแบบใหม่ และจอแสดงผลที่แสดงคุณภาพอากาศทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสาร โดยคุณสมบัติด้านความสะดวกสบายเหล่านี้จะทำให้ทุกการเดินทางได้รับประสบการณ์ที่ผ่อนคลายยิ่งขึ้น และปรับแต่งให้สะท้อนถึงความชอบส่วนตัวของผู้ขับขี่ได้ นอกจากนี้ ระบบของตัวรถยังเชื่อมต่อกับการนำทางด้วยดาวเทียม โดยสามารถรับรู้ได้ว่าเมื่อใดที่จำเป็นต้องปรับคุณภาพอากาศภายในห้องโดยสารด้วยการหมุนเวียนอากาศ

New Continental GT Speed ได้รับการพัฒนาคุณสมบัติที่สำคัญ อาทิ Apple CarPlay, Android Auto และการอัปเดตแผนที่แบบ Over-the-air นอกเหนือจากคุณสมบัติเหล่านี้แล้ว ผู้ขับขี่จะยังได้เพลิดเพลินไปกับการเชื่อมต่ออื่น อาทิ

– การเช็กสถานะการชาร์จระยะไกลที่จะช่วยให้สามารถตรวจสอบและควบคุมการชาร์จรถยนต์ได้อย่างง่ายดาย

– ระบบช่วยจอดระยะไกลที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถจอดรถหรือเรียกรถจากระยะไกลผ่านโทรศัพท์ได้

– การปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสารล่วงหน้าจากระยะไกลเพื่อให้มั่นใจว่าสภาพอากาศภายในห้องโดยสารพร้อมสำหรับการออกเดินทาง

ในแต่ละปี เบนท์ลีย์ มอเตอร์สมาพร้อมกับคุณสมบัติใหม่อย่างเช่น ระบบปรับความเร็วให้พอดีกับสัญญาณไฟหรือเทคโนโลยีที่จะช่วยเหลือผู้ขับขี่ให้ขับขี่ผ่านไฟเขียวไปตลอดเส้นทาง

Continental GT รุ่นที่ 4 ยังมาพร้อมกับการเปิดตัว My Bentley App Studio ใหม่ที่จะเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมต่อระหว่างรถยนต์และผู้ขับขี่ โดยผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันต่างๆ ของรถยนต์เบนท์ลีย์และแอปพลิเคชันจากภายนอกที่สามารถดาวน์โหลดได้โดยตรงผ่าน My Bentley App Studio ที่จะรวมถึงแอปพลิเคชันต่างๆ สำหรับเพลง วิดีโอ เกม แผนที่นำทาง การจอดรถ และการชาร์จ เป็นต้น โดยแอปพลิเคชันต่างๆ สามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบความบันเทิงภายในห้องโดยสารได้อย่างราบรื่น และสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยในขณะขับรถ ซึ่งรายการแอปพลิเคชันจะได้รับการปรับให้เหมาะสมตามแต่ละภูมิภาคโดยเฉพาะ

The Continental GTC Speed

นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของอัครยนตรกรรมตระกูล Continental ที่รุ่น GTC แบบเปิดประทุนจะเปิดตัวพร้อมกับรุ่น GT แบบคูเป้ สำหรับ New Continental GTC มีตัวเลือกสำหรับเฉดสีภายนอกของหลังคาผ้าใบถึง 7 เฉดสีที่รวมถึงผ้าทวีด โดยสามารถเปิดประทุนได้ภายในระยะเวลา 19 วินาทีในขณะที่รถยนต์วิ่งด้วยความเร็งสูงสุด 48 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมง

สมรรถนะของ Continental GTC Speed ถือว่าน่าทึ่งสำหรับยนตรกรรมแบบแกรนด์ ทัวเรอร์แบบเปิดประทุนด้วยอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมงภายในระยะเวลาเพียง 3.4 วินาที โดยความเร็วสูงสุดจะถูกจำกัดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ไว้ที่ 285 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมง

บทสรุป

New Continental GT Speed ถือเป็นอัครยนตรกรรมที่จะกำหนดนิยามใหม่ของแกรนด์ทัวเรอร์ที่สมบูรณ์แบบด้วยการออกแบบที่ร่วมสมัย โดดเด่น ทรงพลัง และเส้นสายที่สง่างาม อัครยนตรกรรมสปอร์ตคูเป้ เจเนอเรชันที่ 4 จึงอยู่เหนือทุกคู่แข่งในแง่ของเทคโนโลยีความสะดวกสบายในการขับขี่ งานฝีมือที่วิจิตรงดงาม และการรังสรรค์ในแบบเฉพาะตัว

ขุมพลังแบบ Ultra Performance Hybrid ใหม่อันน่าทึ่งจะมอบการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างสมรรถนะขั้นสุดยอดและประสิทธิภาพจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ผู้ขับขี่จะได้สัมผัสกับประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น พร้อมกับเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่จะทำให้ผู้ขับขี่เพลิดเพลินในทุกเส้นทาง

– Fourth-generation Continental GT Speed becomes the most powerful road going Bentley ever created

– All-new 782 PS, 1000 Nm ‘Ultra Performance Hybrid’ powertrain

– 50 miles / 81 km of electric range, and CO2 emissions of 29 g/km*

– 0-60 mph in 3.1 seconds (0-100 km/h in 3.2 secs)

– Top speed 208 mph (335 km/h)

– Latest generation brings bolder design DNA, with single headlamps, that heralds a design revolution for Bentley

– 68 per cent new components versus outgoing third generation

– World-leading four-seat interior can offer wellness seat technology, new air ionisation, 3D leather, new quilting and new dark chrome finish

– All new electrical architecture enables integration of new class-leading technology for unrivalled user experience in the luxury car sector

– ‘My Bentley App Studio’ integrates popular apps directly into the car

– New GTC Speed launched simultaneously with coupe sibling

– New Continental GT Speed sets unofficial ‘underwater speed record’ of 208 mph (335 km/h) through the deepest tunnel in the world

– Handcrafted at Bentley’s Dream Factory in Crewe, in a virtually limitless number of possible configurations

(Crewe) Bentley Motors is proud to reveal the fourth generation Continental GT Speed, following in the 21-year tradition of the Continental GT family by redefining the ultimate blend of supercar performance, handcrafted luxury and everyday usability.

A comprehensive exterior and interior redesign with clean modern detailing follow the new design DNA established by the coachbuilt Bentley Bacalar and Batur. Outstanding performance is brought by an all-new Ultra Performance Hybrid powertrain with 782 PS and 1,000 Nm, from a 4.0-litre V8 working in tandem with a 190 PS electric motor. 0-60 mph in 3.1 seconds is the result, with the benefit of 50 miles (81 km) of usable electric-only range (on the EU drive cycle) and a total range of 534 miles (859 km) – creating an everyday supercar.

The performance of the powertrain is matched by a new chassis system, with new two-chamber air springs paired with new dual-valve dampers, along with Bentley Dynamic Ride (48V active anti-roll control), eLSD and torque vectoring. Incredible body control and the best Continental GT ride comfort to date are the results, supported by a 49:51, rear-biased weight distribution for the first time in the car’s history.

Under the skin, a suite of modern innovative technology delivers class-leading capability so that every journey is a seamless experience in terms of driver assistance, infotainment systems and connected car services.

The new exterior continues the design revolution for Bentley’s future journey, with the biggest revision to the face of the Continental GT in two decades, and the first mainstream Bentley with single headlamps since the 1950s.

World-leading Bentley interior cabin design, materials, quality, and craftsmanship continue with the introduction of further wellness seat technology, new air ionisation, three-dimensional leather textures, new modern quilting, and technical finishes such as new dark chrome.

A completely new 400-volt electrical architecture enables the most advanced suite of powertrain technology to be offered by a luxury automotive brand today, delivering emissions of 29 g/km of CO2 and an electric range of 50 miles / 81 km on the WLTP drive cycle.

For the first time in the history of the Continental GT, the convertible Continental GTC is being launched concurrently with the coupe – providing ultimate flexibility for customers who appreciate both open topped and closed roof motoring.

Both coupe and convertible models will be crafted entirely by hand at Bentley’s Dream Factory in Crewe, England. Production and deliveries are due to begin in Q3.

The Ultra Performance Hybrid

For the new Continental GT Speed, a brand-new Ultra Performance Hybrid powertrain has been developed. The new powertrain combines a new 4.0 litre V8 engine capable of producing 600 PS (584 bhp) with a 190 PS (187 bhp) electric motor. Peak system output is 782 PS (771 bhp) – enough for a 0-60 mph sprint time of just 3.1 seconds and a top speed of 208 mph (335 km/h).

System torque is increased by over 11 per cent compared to the outgoing W12-powered Continental GT Speed, from 900 Nm = to 1000 Nm (738 lb ft). System power has also increased by 19 per cent, from 659 PS to 782 PS. This makes the new Continental GT Speed the most powerful Bentley ever, beyond the levels of the second-generation Supersports and the Batur.

The power is delivered via an eight-speed dual clutch transmission and an electronic limited slip differential (eLSD) to all four wheels, for exceptional power delivery and reliable traction in all conditions. The system uses active torque vectoring front to rear through a centre differential, and precision vectoring across each axle using the brakes.

There are three key powertrain system elements:

1.The new 600 PS, 800 Nm (590 lb ft) V8 engine – with no traditional vacuum system, and 350 bar fuel injection pressure (raised from 200 bar) provides cleaner combustion and improved emissions. With the e-motor negating turbo lag, twin single-scroll turbochargers have been used – which reduces complexity and allows them to run hotter, minimising emissions. Therefore, no cylinder deactivation hardware is required, as the engine can be switched off entirely when using the electric motor.

2.The 190 PS, 450 Nm (332 lb ft) electric motor within the transmission housing delivers torque-fill at low engine speed and does the same during gear shifts for extra smoothness.

3.The 25.9 kWh battery, which is mounted behind the rear axle. This helps achieve a perfect weight distribution and up to 85 per cent of the battery capacity is useable.

The system manages the energy flows dependent upon the mode chosen – with pure EV, electric boost, regenerative braking – and, most importantly for this new GT Speed – a charge mode, where the engine drives the wheels and charges the battery at the same time.

The new class-leading powertrain delivers extreme performance and sets the latest Continental GT apart from other competitors – with more horsepower, more torque and a significant drop in CO2 and fuel consumption figures to around one tenth of equivalent conventional petrol powertrains. In turn, this provides an extraordinary range of driving capability, from extreme performance to silent and effortless electric luxury.    

Due to the combination of the V8 engine and electric power, Bentley’s engineers have been able to deliver improved power and torque across the full rev range. This includes a vital boost from the electric motor for strong acceleration from low speeds and throughout the mid-range, combined with increased performance from the V8 engine at higher speeds too. A significant amount of development has also been invested in the exhaust note too, emphasising the cross-plane quality – and without the use of artificial, electronic enhancement.       

Equally impressive are the electric modes, allowing customers to enjoy silent and seamless motoring. In full electric mode, the electric motor alone can deliver 190 PS and 450 Nm, more than enough to keep up with the traffic in most situations. Full electric mode can be deployed at speeds of up to 87 mph / 140 km/h, with throttle applications of up to 75 per cent. The battery can be fully replenished in as little as 2¾ hours thanks to significant improvements in charger and battery capacity, with 11 kW peak charging power.         

The Performance Active Chassis

The new Continental GT Speed and GTC Speed models both benefit from the new Bentley Performance Active Chassis. This includes Active All Wheel Drive, an electronic limited slip differential, all wheel steering, torque vectoring (front to rear and across the axles), Bentley Dynamic Ride active anti roll system, and a new generation of ESC control software. In addition, the car is fitted with a new dual valve damper system and dual chamber air springs, which enables more sophisticated tuning options. The result is that the new cars can achieve an even more impressive combination of performance, handling, and comfort.

The new twin-valve damping brings a number of benefits. The system allows increased force spread between soft and firm settings – the result is reduced compromise between road surface isolation and body control. The damper control ECU now has complete control over independent compression and rebound damping delivering better body control during compression/rebound directional changes.

Overall dynamic ability, and steering feel, have both been improved by the car’s now perfect weight distribution of 50:50, achieved thanks to the intelligent positioning of the hybrid battery. The weight split brings a car that is inherently balanced during dynamic driving, and permits a range of driving styles to be accessed. With the car’s advanced ESC system fully engaged, the new Continental GT Speed is completely planted and controls traction to inhibit oversteer. In Dynamic Mode, the car allows some rear axle slip, allowing the driver to control the cornering attitude of the car whilst maintaining a safety net to bring the car back in-line if required. The ESC system can also be completely turned off, at which point the Continental GT Speed’s cornering stance can be balanced on-throttle by the driver for the most dynamic Bentley driving experience yet

The braking system continues to utilise Bentley’s established pair of options, both using 10-piston front calipers and four-piston rears:

– Ventilated iron brakes, with 420 mm front / 380 mm rear disc

– Carbon-Silicon-Carbide brakes, with 440 mm front / 410 mm rear discs

The overall customer benefit of the new chassis system is simple – comfort mode is even more comfortable, and sport mode has even better body control than before.

A Muscular and Contemporary Design Statement

The new Continental GT Speed continues the three key design aspects seen through Bentley’s heritage since the iconic R-Type Continental of 1952.

The fourth generation follows the form of the modern two-door Bentley in that it has the stance of a resting beast – muscular but relaxed, and confident with strong, well-defined haunches indicating the power beneath the skin. The favoured image of Bentley’s designers is a tiger at rest – calm and collected, but ready to unleash incredible force.

The front of the car is inspired by the upright elegance of a thoroughbred horse – reinforcing the status of this exceptional luxury grand tourer. Finally, the ‘endless bonnet’ creates a strong horizontal line through the car indicating the high-performance engine and pure speed.

The whole car has been visually cleaned, with fewer breaks in the surfaces giving more muscularity and a more refined shape. The complete front aspect of the car is new, from the body coloured integrated body kit to the biggest change in the last two decades for the Continental GT – single front headlamps. Not since the S2 of 1959 has a mainstream, non-coachbuilt Bentley had single front lamps, but the change brings a more determined expression to the face of the GT, again inspired by the focused expression of a hunting tiger.

The headlamp features a new horizontal ‘eyebrow,’ a deep crystal cut diamond effect to the top of the lamps and an illuminated lower pattern. The matrix LED lamps contain 120 separate LEDs that are digitally controlled with differing responsibilities for low beam foreground to high beam power boost. This increases the capability of the lamp with main beam widened field of illumination and improved fade out, which gives a more gradual transition from lit to unlit areas. This makes reading the road more natural and gives a more relaxing driving experience by avoiding the perception of “black holes” in the field of vision.

The rear of the car has also been redesigned including the bumper, taillights, boot lid and exhaust tail pipes. The boot lid incorporates an integrated aerodynamic form to provide rear downforce without the need for a deployable rear spoiler, and the bumper is much more dramatically styled emphasising the width of the car, whilst being cleaner with less embellishment.

The taillights have a dramatic new appearance with a much wider graphic stretching into the boot lid. The lamps protrude out from the boot and internally they feature a deep three-dimensional diamond pattern across their form. When illuminated the tips of the diamonds accentuated creating a molten lava-like visual effect.

New 22” wheels has a strongly directional design again takes inspiration comes from the tiger – with the ‘claws’ of the wheel digging into the road. The new wheel style is offered in dark tint paint with polished accents, gloss black or silver painted.

The Benchmark Interior

The Continental family already features some of the most beautifully executed interiors in the world and showcases the pinnacle of craftsmanship from the skilled team at Bentley’s carbon neutral factory in Crewe, England.

The new grand tourer features a new precision quilt pattern taking inspiration from modern fashion design to the seats and doors. With sculptured quilting, fading perforations and a new quilt embroidery, the cabin provides the ultimate cocooning environment for any extraordinary journey.

The 20-way adjustable seats in the Continental GT have long set industry standards in comfort and refinement. New interior features include the optional Wellness seating with Postural Adjust and Auto Climate to the front seats, minimizing fatigue and providing a level of relaxation that is truly unique.

The new Dark Chrome Specification provides a more contemporary aesthetic and gives a more understated character to the cabin. This applies to door handles, switches, speak grilles and many other areas around the cabin. Bentley’s bespoke division – Mulliner – will also be offering a collection of unique features enabling further personalisation to the latest model.

A choice of three audio systems is offered in the Continental GT. The standard system features 10 speakers and 650 Watts, while a Bang & Olufsen 1,500 W, 16-speaker system with illuminated speaker grilles is aimed at lifestyle-oriented customers. A Naim 2,200 W, 18-speaker system with Active Bass Transducers built into the front seats and eight sound modes is offered for the true audiophile. Laminated acoustic glass is retained for the windscreen and side windows, resulting in a nine-decibel reduction in exterior noise versus non-acoustic glazing.

The new Continental GT continues to feature the innovative Bentley Rotating Display – the three-sided display featuring a 12.3” high-definition display, three elegant analogue dials, and an unbroken side of handcrafted veneer. The three sides are selectable at the touch of a button.       

Mood lighting around the cabin works the sculptural shapes of the seats and doors to create a cocooning effect, with the user able to choose the colour of the lighting from 30 options.

Bold Colours

For the next generation of GT, new colours are being added to the already extensive palette, updating the world-class offer of virtually unlimited paint and interior trim combinations.

This includes a new modern Gravity Grey hide, also offered with a matching sophisticated metallic exterior paint that looks solid until the sunlight hits it, revealing metallic copper accents.

The new Continental GT will be launched in Tourmaline Green, a vivid and modern interpretation of the iconic Bentley green and a striking statement for any new Bentley.

Technology

The fourth generation Continental GT and GTC Speed benefit from the latest generation of electrical architecture, enabling a significant step forward in infotainment and driver assistance technology. This technology is the most advanced in the luxury segment, and extremely competitive for customers coming to Bentley from premium brands.

The environment display (shown in the drivers instrument panel) supports and enables driving in semi-assisted mode providing feedback to the driver how the car is responding to other vehicles. The vehicle’s understanding of the surrounding environment allows for Intelligent Park Assist – the latest generation self-parking system with speed control. The technology is not just limited to driving aspects. The air conditioning system has been revised to increase cabin wellness including air ionisers, a new particulate matter filter and displays showing air quality outside and inside the vehicle. The new convenience features will make every journey more relaxed experience and can be tailored to reflect customers personal preferences. The system also synchronises with the car’s satellite navigation, knowing when it might be necessary to improve cabin air quality (for example by recirculating the cabin air when in a tunnel).

Improvements have been made with essential features such as wireless Apple CarPlay, wireless Android Auto and over-the-air map updates. Beyond these features, customers who choose to pair their mobile phone will enjoy connected car services, including:

– Remote charging status, allowing monitoring and control of vehicle charging when plugged-in

– Remote Park Assist – enabling the possibility for a customer to park or summon their vehicle remotely from their phone

– Remote cabin pre-conditioning – ensuring the climate in the car is set before a drive starts, including seat heating

Each year further new features will be available, such as green traffic light prediction – which is increasingly activated in major cities in the US and Europe and allows a “magic carpet” drive through the city centre.

The fourth generation Continental will also benefit with the introduction of My Bentley app studio. The new My Bentley App Studio is the next addition to Bentley’s digital ecosystem for customers. Customers can gain access to a wide variety of vehicle and third-party applications which can be downloaded directly, independent of a smartphone to the infotainment system. Applications include, Music, video, gaming, navigation, parking and charging etc. The applications are seamlessly implemented in the infotainment system and can be used safely and reliably even whilst driving. The application portfolio is adapted specifically to each market.

The Continental GTC Speed

For the first time in the Continental family’s history, the new open-top GTC is being launched at the same time as the coupe. The Convertible features Bentley’s seven-bow fabric roof system, available in a range of seven exterior colours (including tweed) and deployable in 19 seconds at speeds up to 30 mph (48 km/h).

Performance of the Continental GTC Speed is breath-taking for an open-air Grand Tourer. 0-60 mph takes 3.2 secs, with 0-100 km/h taking 3.4 secs. Top speed is electronically limited to 177 mph / 285 km/h.

The Underwater Speed Record

To prove the performance of the new Continental GT Speed, Bentley set out to establish a new speed record – one not formally attempted before. The authentic sound of the cross-plane V8 exhaust note inspired the idea of running the car above 200 mph through a tunnel – and a project lasting 18 months set out to achieve exactly that.

With the incredible support of the Norwegian highways authority (Statens Vegvesen) and the Norwegian police, the Ryfylke Tunnel in Rogaland county, Norway was secured for the attempt. The Ryfylke Tunnel is the world’s longest subsea road tunnel at 8.9 miles / 14.4 km long, and the deepest tunnel of any kind in the world – descending to 292 metres below sea level.

Rounds of engineering analysis and simulation evaluated the airflow around the car at high speed in an enclosed tube to ensure safety. Then, in April, a team from Bentley and supporting suppliers headed to Norway to run the new Continental GT Speed through the tunnel, as part of the creation of a launch film for the new car. Running on renewable second-generation biofuel, and charged with electricity from fully renewable sources, the car went from a standstill to its 208 mph / 335 km/h top speed in just 33 seconds. Several runs were completed for filming, in so doing establishing a new unofficial speed record for a car in a tunnel.

More details on the Underwater Speed Record project, including a behind-the-scenes film, will be released in due course.

Summary

The new Continental GT Speed redefines the definitive grand tourer. With its striking modern design, powerful stance and elegant lines, the fourth generation positions the car ahead of others in comfort, beautiful artisanal craftsmanship and personal choice.

The spectacular new Ultra Performance Hybrid powertrain delivers a revolutionary blend of extreme performance and effortless electric luxury, delivering an unforgettable driving experience every time. Enhanced by the significant technology upgrades that make every journey as seamless as possible, every customer can focus on the enjoyment of the drive.

Related Articles

Stay Connected

0FansLike
3,912FollowersFollow
21,900SubscribersSubscribe
- Advertisement -spot_img

Latest Articles